Runnin’ :: The sixth step
“คางิโมโต้ความจำเสื่อมเพียงแค่ในส่วนที่เป็นช่วงอุบัติเหตุนะครับ จากการสอบถามอาการของเค้าจากปากเจ้าตัว เค้าสามารถเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้...ยกเว้นแค่ตอนอุบัติเหตุ” คุณหมอแจกแจงรายละเอียดให้กับฮิโรกิและครอบครัวของอากิระฟังในขณะที่เจ้าตัวยังไม่กลับจากการเช็คสมอง
“แล้ว...ทำไมถึงจำไม่ได้แค่ช่วงนั้นล่ะครับ??” ฮิโรกิถามได้ตรงใจกับทุกคนที่อยากรู้เหมือนกันว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น คุณหมอจึงส่งยิ้มให้กับทุกคน และไขข้อสงสัยให้
“อาการของผู้ป่วยความจำเสื่อมมีหลายเคสนะครับ บางคนจำไม่ได้แม้กระทั่งว่าตัวเองเป็นใคร ชื่ออะไร จำครอบครัวของเค้าไม่ได้ บางคนความจำย้อนกลับไปในช่วงที่เจ็บปวดหรือมีความสุขที่สุด แต่ในรายของคางิโมโต้คุง เค้าไม่อยากจำในส่วนที่เป็นเรื่องที่เค้าเสียใจที่สุด....” ฮิโรกิสะดุ้งนิดๆ กับคำพูดของคุณหมอ พยายามจะกลบเกลื่อนความตกใจและเสียใจไว้ให้ได้มากที่สุด เค้าได้แต่ก้มหน้านิ่งๆ...เสียงของคุณหมอไม่ได้ซึมซับเข้ามาในโสตประสาทของเค้าอีกเลย จนพยาบาลเข็นเตียงอากิระที่นอนหลับอยู่เข้ามาในที่สุด
“คุณลุงคุณป้าครับ...อย่าบอกอากิระเรื่องนี้นะครับ” ฮิโรกิที่ไม่ได้เบนหน้าหันกลับมามอง ตอบเสียงนิ่งๆ สายตายังคงจ้องมองไปที่ปลายเท้าตัวเอง
“ผมขอเป็นคนบอกเค้าเองนะครับ...เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของเรา...เป็นความผิดของผม” นายและนางคางิโมโต้ไม่ได้ซักถามต่อ เพียงแค่พยักหน้าและส่งสายตาอ่อนโยนไปให้
เรื่องของอากิระ....ก็คือเรื่องของผม...เพราะผมเอง ที่ทำให้เรื่องแย่ๆ ของเราเกิดขึ้น....ผมไม่ดีเอง....
............................................................
................................................
...................................
“......กิระ....อากิระ!!” แสงที่ส่องเข้าตาเมื่อได้สติ ทำให้ต้องหยีตาลง ได้ยินเสียงของใครบางคนเหมือนอย่างที่ได้ยินในฝันก่อนฟื้น....เสียงของฮิโรกิ
“ฟื้นแล้วเหรอ...ฮึกก...อากิระ...” ใช่...เค้าฟื้นแล้ว ตื่นขึ้นมาจากฝันที่หลับไปแสนนาน...ฟื้นขึ้นมารับรู้ว่าจริงๆ แล้วเค้าลืมอะไรไป....
สายตาที่ปรับแสงได้แล้ว หันไปมองคนรัก พลางส่งยิ้มอ่อนโยนเหมือนเคยไปให้ ไม่สนใจว่าจะปวดหัวมากแค่ไหน เค้าอยากยิ้มเพื่อที่จะให้รอยยิ้มแสนสวยที่ส่งกลับมานี้มีอยู่ตลอดไปบนใบหน้าของคนที่เค้ารักที่สุด
“ฉันฟื้นแล้ว...ฮิโรกิ...ขอโทษนะที่หลับนานไปหน่อย” อากิระตอบกลับไปยิ้มๆ ทำเอาฮิโรกิร้องไห้หนักกว่าเดิมเข้าไปอีก เมื่อร่างสูงเห็นดังนั้นก็เริ่มหน้าเสีย เค้าทำอะไรผิดอีกล่ะเนี่ย.......
“ฮึกก...ฮือ...ฟื้นมาก็ดีแล้ว คนบ้า!! ฟื้นมาคราวนี้จำชื่อชั้นได้ด้วยเหรอ!!....อีตาบ้า...ชอบทำให้คนอื่นเป็นห่วง...คราวนี้ลืมอะไรอีกล่ะ...นาย....ฮึกก....นายจะลืมหรือเปล่า...ฮือ....ว่า....ว่านาย....นาย ฮึก.....” คนที่ยืนอยู่ข้างเตียงยกมือเล็กขึ้นปาดน้ำตาแห่งความดีใจที่ไหลออกมาเรื่อยๆ......ดีใจจริงๆ นะ ที่นายฟื้นขึ้นมา
“เอ....เหมือนว่าจะลืมนะ...” อากิระใช้นิ้วชี้เกาแก้ม พลางกลอกตาไปมาทำท่านึกซะสมบทบาท จนคนที่อยู่ข้างๆ แทบจะปล่อยโฮลั่นห้อง
“เฮ้ย.....ฮิโรกิ....ฉันล้อเล่นน่ะ โอ๋ๆๆ อย่าร้องไห้เลยนะ....” ร่างสูงเอื้อมมือไปคว้ามือของคนรักที่ยังเช็ดน้ำตาไม่หยุด กลัวว่าตาสวยๆ นั้นจะบวมแดง
“ฮึกก...คนบ้า...ฟื้นมาก็ออกฤทธิ์เลยนะ!! ตาบ้า....โง่ที่สุด!! คนไร้สมอง...ปัญญาอ่อน...สติไม่ดี!!” ฮิโรกิพูดไปก็ทุบอากิระไปด้วย ไม่ได้มองเลยว่าโดนตรงไหนบ้าง แล้วคนที่นอนอยู่จะเจ็บตรงไหนบ้าง อากิระที่โดนทุบเอาๆ ก็ได้แต่เอามือปัดป้องไปมาเท่านั้น
“ขอโทษนะฮิโรกิ...คนโง่ คนบ้าคนนี้ผิดเอง ฉันขอโทษ...” อากิระคว้าข้อมือของร่างเล็กเอาไว้ ก่อนที่จะดึงตัวฮิโรกิให้โถมเข้ามากอด อากิระโอบกอดฮิโรกิเอาไว้แน่นไม่ต่างจากที่ฮิโรกิกอดตอบกลับไปเช่นกัน น้ำตายังคงไหลลงมาที่อกของร่างสูง อากิระทำได้แต่เพียงลูบหัวปลอบเท่านั้น
“อากิระ....ฮึกก...ดีใจ ฮืออ....ดีใจจัง...” ความดีใจปะปนมากับน้ำตา โล่งใจอย่างบอกไม่ถูกที่อากิระปลอดภัย
“แล้วนาย เจ็บตรงไหนหรือเปล่า??” ร่างที่นอนทับเค้าอยู่เงยหน้าขึ้นสบตา ส่ายหน้ายิ้มๆ
“นายช่วยฉันเอาไว้ แล้วฉันจะเจ็บได้ยังไงล่ะ??” อากิระใช้ข้อนิ้วเช็ดน้ำตาที่ไหลเปรอะแก้ม ส่งยิ้มอ่อนๆ ให้กับคนที่ยังสบตากับเค้านิ่งงันอยู่อย่างนั้น
“อ้ะ...แล้วฉันนอนทับนายแบบนี้ นายจะเจ็บหรือเปล่า??” ร่างบางรีบขืนกายจะลุกขึ้นออกจากร่างที่ตนนอนทับอยู่ แต่คนข้างใต้กลับรั้งเอวเอาไว้อย่างนั้น ก่อนที่จะเลื่อนมือไล้ขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงท้ายทอย กดเบาๆ ให้ร่างบางก้มลงมาหา ริมฝีปากของทั้งสองสัมผัสกันแผ่วเบา ให้ความรู้สึกทั้งหมดส่งหากันและกันผ่านวิธีบอกเราที่แสนเรียบง่าย แต่เข้าใจกันเพียงแค่สองคน
.............รักนะ..........
รสจูบแสนหวานดำเนินไปอย่างช้าๆ ตอนนี้โลกทั้งใบมีเพียงเค้าแค่สองคนเท่านั้น ความคิดถึงและโหยหา สั่งให้อากิระทำตามใจปรารถนา มือข้างที่เจาะสายน้ำเกลืออยู่กดท้ายทอยฮิโรกิไว้เบาๆ มืออีกข้างไล้เข้าไปใต้เสื้อ ใช้นิ้วชี้ไล้ไปตามร่องหลังเบาๆ เหมือนกับจะปลุกอารมณ์ของคนที่นอนทับเค้าอยู่ให้แตกกระเจิง
“อืมม...อากิ...ระ....ปล่อยก่อน..น...นะ” เมื่อเห็นว่าอากิระเริ่มทำมากกว่าจูบ ฮิโรกิจึงพยายามขืนตัวขึ้น พลางเบี่ยงหน้าหลบไปมา แต่ยิ่งหลบก็ยิ่งทำให้ริมฝีปากร้อนของอากิระสัมผัสไปทั่วลำคอเรียวอย่างหนีไม่พ้น ไม่อยากปฏิเสธหรอกว่ารู้สึกดีเหมือนกัน แต่นี่มันที่ไหนให้มันรู้บ้างสิ...อากิระ!!
“ไม่ชอบเหรอ...” ถามออกไปอย่างนั้น เพราะถึงยังไงเค้าก็ไม่ปล่อยอยู่ดี
“ไม่ใช่นะ...แต่นี่...มัน...อากิระ!!” มือซุกซนเริ่มลามปามไปถึงสะโพก สัมผัสเบาๆ ผ่านเนื้อผ้าแค่นั้นก็ทำให้ฮิโรกิเขินจะตายอยู่แล้ว ถ้าเกิดใครเดินเข้ามาเค้าจะทำยังไงล่ะ!!!
“อากิระ....นาย...ป่วยอยู่นะ...อื้มม!!” ร่างบางยังคงปัดป่ายไปทั่ว ทำไมแรงผลักของเค้าถึงสู้แรงคนป่วยไม่ได้ล่ะเนี่ย....
~~ แปลบบ~~
“โอ้ยย!!” ฮิโรกิร้องลั่นมือกำเสื้ออากิระไว้แน่น ร่างสูงรีบปล่อยให้คนในอ้อมกอดเป็นอิสระทันที เมื่อเห็นฮิโรกิยันตัวขึ้นนั่ง แล้วจับข้อเท้าซ้าย บีบเบาๆ ด้วยความเจ็บปวด อากิระจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“เป็นอะไรเหรอ??..เจ็บข้อเท้าเหรอฮิโรกิ??” อากิระยันตัวขึ้นนั่งตาม จับไหล่เล็กให้หันมาหาตน พลางมองดูฮิโรกิจับข้อเท้าตัวเองเอาไว้ ก็เมื่อกี๊เค้าไม่น่าจะโดนข้อเท้านี่นา
“ฮิโรกิ??...” เมื่อเห็นว่าร่างบางยังไม่ตอบ จึงเรียกย้ำอีกครั้ง คนที่ถูกเรียกชื่อจึงเหลือบตาขึ้นมองเขินๆ
“มะ...ไม่รู้สิ...คง...เกร็งนิดหน่อย.....มะ...มั้ง...” เป็นคำตอบที่ฟังดูไร้เดียงสาสำหรับอากิระจริงๆ เค้าจึงหลุดหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่...ดีจังจะ ที่นายยังพอ ‘มีอารมณ์ร่วม’ อยู่บ้างน่ะ
แต่สำหรับฮิโรกิแล้ว มันไม่ใช่เรื่องตลกเลยนะที่จะมาหัวเราะกันเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ เค้าทำได้เพียงทำตัวให้ลีบที่สุดเพื่อซ่อนอาการเขินอาย ไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองกำลังมี ‘อารมณ์ร่วม’ จนถึงกับต้องเกร็งไปทั้งตัว ไม่เว้นแม้กระทั่งข้อเท้า
.....เดี๋ยวนะ....
ข้อเท้างั้นเหรอ??....ข้อเท้าที่ไม่น่าจะมีความรู้สึกนั่นน่ะนะ ตอนนี้มันรู้สึกแล้วเหรอ??...ฮิโรกิลองหมุนข้อเท้าเบาๆ เค้าเห็นว่ามันขยับนิดๆ และอากิระก็คงสังเกตอยู่ด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อฮิโรกิเงยหน้าขึ้นสบตากับอากิระ เค้าก็เห็นรอยยิ้มที่รอคอยอยู่แล้ว ร่างสูงยิ้มให้พลางยกมือขึ้นลูบหัวฮิโรกิเบาๆ
“ทำได้ดีมาก...ฮิโรกิ” ร่างบางรู้ว่านั่นเป็นคำชม....คำชมที่มอบให้สำหรับคนที่พยายามมาตลอดอย่างฮิโรกิ เค้าทำได้เพียงแต่ยิ้มตอบ การที่เห็นว่าข้อเท้าของตนขยับได้นิดๆ นั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดี ที่ถึงแม้ว่ามันจะดูเลือนรางซักหน่อย เอื้อมคว้ายากไปสักนิด แต่สุดท้ายแล้ว....เค้าก็ทำได้อยู่ดี
......ต้องขอบใจกำลังใจจากนายนะ อากิระ......
“แล้ว...ตอนนี้นายยังจะพอมี ‘อารมณ์’ นั่นเหลืออยู่บ้างมั้ย ฮิโรกิ??” อากิระสะกิดถาม เมื่อเห็นว่าร่างบางที่นั่งอยู่ตรงหน้าเค้าเริ่มนั่งเหม่อ แล้วยังอมยิ้มอยู่คนเดียว และเมื่อฮิโรกิกลับหันกลับมาสนใจพร้อมทั้งเข้าใจคำถามอย่างที่สุด สิ่งที่อากิระได้กลับไปก็เป็นเพียงจุ๊บที่ริมฝีปากเบาๆ จากร่างบางพลางผลักเค้าให้ล้มตัวลงนอน
“ก็ยังพอมีนะ...แต่ถ้าอยากได้ก็รีบๆ หายแล้วกัน เพราะมันคงจะมีอยู่ได้ไม่นานนักหรอก....” ร่างบางส่งรอยยิ้มยั่วยวนแต่ท้าทายไปให้ ผ่อนตัวลงนั่งข้างเตียง นึกขำไปกับอากิระที่ตอนนี้ทำหน้าเหมือนเด็กๆ ที่ไม่ได้ของเล่นอย่างที่ตนหวังไว้
.....รีบหายเร็วๆ ล่ะ เจ้าชาย.....
<><><><><><><><><><>
“การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ วิ่ง 100 เมตรชายประจำเขตกำลังจะเริ่มในอีก 15 นาที ขอให้นักกีฬาทุกคน....”
“นี่อากิระ.....ใกล้จะเริ่มแล้วนะ” ฮิโรกิสะกิดไหล่อากิระเบาๆ เมื่อได้ยินเสียงประกาศภายในห้องพักนักกีฬา นักกีฬาคนอื่นๆ ก็ดูจะกระตืนรือร้นดีอยู่หรอก แต่อากิระนี่สิ....นั่งนิ่งเชียว
“.....อากิระ...” ลองเรียกอีกครั้งด้วยความกลัวว่าสติของนักกีฬาคนนี้จะไม่อยู่กับเนื้อกับตัวซะแล้ว แล้วจะไปวิ่งแข่งกับใครเค้าได้เนี่ย
“ตื่นเต้น....”
“หืม??”
“ฉันตื่นเต้นน่ะ...คือ....นายเข้าใจมั้ย คือว่า.....โอ้ยย” อากิระดูจะกระสับกระส่ายไม่น้อย ราวกับว่าเค้าต้องทำเหรียญทองโอลิมปิกให้กับประเทศอย่างนั้นแหละ ร่างสูงลุกขึ้นยืนเดินไปๆ มาๆ ฮิโรกิเห็นแล้วก็ออกจะขำอยู่ไม่น้อย ดูสิ...ทำเหมือนกับว่าเพิ่งเคยแข่งเป็นครั้งแรกอย่างนั้นแหละ
“นายก็อย่าตื่นเต้นสิ....คิดซะว่าเรากำลังซ้อมอยู่ที่โรงเรียนก็ได้” ประโยคที่พูดซ้ำๆ ก่อนแข่งทุกที แล้วก็ดูเหมือนว่ากับอากิระแล้ว มันก็ไม่ได้ผลทุกทีเหมือนกัน ฮิโรกิไม่รู้ว่าจะทำไงดีได้แต่เกาหัวแกรกๆ พลางถอนใจนิดๆ
“เย็นไว้...อากิระ...เย็นไว้....” อากิระยืนหลับตานิ่งหลังพิงตู้ล็อคเกอร์ ดูเหมือนว่านักกีฬาคนอื่นๆ เค้าเริ่มนวดกล้ามเนื้อ แล้วก็วอร์มร่างกายแล้ว ฮิโรกิจึงเดินเข้าไปใกล้ๆ โอบแขนขวารอบคออากิระ แล้วกดลงมาให้ซบที่ไหล่ ไม่ได้สนใจเลยสักนิดว่าคนรอบข้างจะมองเค้าสองคนยังไง อากิระยังคงหลับตาอยู่...คงตื่นเต้นจริงๆ สินะ
“อากิระ....นายจำวันที่นายวิ่งชนะฉันได้มั้ย?” ฮิโรกิพูดขึ้น โดยที่ทั้งสองคนยัง โอบกอดกันอยู่อย่างนั้น และคำพูดนั้นก็ทำให้อากิระลืมตาขึ้นมาทันที
“ฉันยังไม่ได้ตอบตกลงว่าจะคบนายเป็นแฟนใช่มั้ย....??” ร่างสูงผละออกมา มองตาคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเค้าด้วยความไม่แน่ใจ คิ้วขมวดน้อยๆ ที่ฮิโรกิเห็น ทำให้รู้ว่าคนรักของเค้ากำลังใช้ความคิดอยู่
“........................” เมื่อไร้ซึ่งเสียงตอบกลับมา ฮิโรกิจึงเริ่มพูดต่อ
“ฉันขอตั้งกฎใหม่ อากิระ....”
“ดะ....เดี๋ยวสิ นายหมายความว่าไง?” อากิระพูดพร้อมส่งสายตาไม่เข้าใจไปให้อีกครั้ง อะไรกัน...แล้วที่เราเป็นอยู่มันคืออะไรล่ะ??
“อากิระ...สิ่งที่เราสองคนเป็นอยู่มันคาบเกี่ยวนะ นายขอฉันเป็นแฟนแล้วก็จริง แต่ว่าฉันยังไม่ตกลง...” คำพูดทิ่มแทงใจอากิระ ขัดกับรอยยิ้มบางเบาของฮิโรกิที่ส่งมาให้ ร่างบางยกมือขึ้นลูบหน้าอากิระช้าๆ มองเข้าไปในตาอย่างลึกซึ้ง
“กฎข้อสุดท้ายของเราสองคน ถ้าทำได้...ฉันจะตกลงเป็นแฟนนาย อากิระ” ฮิโรกิผละออกมาเพียงนิดเดียว ส่งเสียงขึ้นราวกับประกาศิตเหมือนครั้งนั้น
........ครั้งที่อากิระ ขอเค้าเป็นแฟน......
“วิ่งมาหาฉันนะอากิระ วิ่งให้ชนะทุกคนบนสนาม....ฉันจะยืนรอที่เส้นชัย ถ้านายวิ่งเข้ามาเป็นคนแรก ฉันจะยอมเป็นแฟนนาย....” ประโยคสุดท้ายเป็นประโยคเดียวกับที่อากิระเคยได้ยิน ทั้งสองคนสบตากันนิ่ง คนหนึ่งมองตาอีกคนอย่างไม่เข้าใจ ในขณะที่อีกคนหนึ่งมองตาอีกคนด้วยประกายแห่งความหวัง เพราะถึงแม้ว่าอากิระจะแพ้.....เค้าก็ยังรักอากิระอยู่ดีนั่นแหละ
.......จะแพ้หรือชนะ ฉันก็จะรักนาย.....
“........ขอให้นักกีฬาทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม......”
“ไปสิอากิระ แล้วฉันจะไปรอนะ” ฮิโรกิรุนไหล่อากิระเบาๆ ให้เดินออกไปยังทางออกที่มุ่งตรงไปสู่สนามแข่ง ฮิโรกิมองตามแผ่นหลังกว้างที่เคยโอบกอดเค้ามาเสมออย่างให้กำลังใจ ร่างสูงยังคงเดินให้ช้าที่สุด จนเหลือเพียงแค่เค้าสองคนในห้องพัก หยุดเดิน แล้วหันกลับมามองคนที่ยังยืนส่งเค้าอยู่ พร้อมกับรอยยิ้มมั่นใจ
“ฮิโรกิ....เป็นแฟนฉันนะ....” ประโยคเดิมที่ทำให้ห้วงแห่งความคิดเดิมกลับเข้ามา ร่างบางยังคงยิ้มอยู่อย่างนั้นแล้วตอบออกไปด้วยประโยคที่คล้ายกับที่เค้าเคยตอบไปแล้ว
“เรื่องอะไรเล่า.....นายยังวิ่งไม่เข้าเส้นชัยเลยนะ” ทั้งสองคนต่างเงียบ แต่เมื่อมองตากันอีกครั้งก็ต้องหลุดเสียงหัวเราะออกมาจนได้
“ไปสิอากิระ...ทำให้ได้นะ.....ฉันน่ะ....อยากเป็นแฟนนายจะแย่แล้ว.....” พูดเองก็เขินเอง ได้แต่อมยิ้มกลบเกลื่อนไปอย่างนั้น
ภาพสุดท้ายที่เห็น อากิระวิ่งออกไปยังสนาม แสงแดดที่ส่องเข้ามาทางปากประตู ทำให้ร่างสูงดูเหมือนมีประกายแห่งชัยชนะเจิดจ้า
..........ทำให้ได้นะ อากิระ.........
to be continued. |