|
Author : resene
เคยรู้สึกบ้างไหม ชีวิตคืออะไร …แล้วรักล่ะคืออะไร คุณเคยสัมผัสถึงมันบ้างไหม?? คำว่า ‘รัก’ หากว่าจะเอ่ย …มันยากเย็นนักหรืออย่างไร ตัวอักษรที่สะกดล่ะ มันคงไม่ยากเกินไปใช่ไหม แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่มีใครเข้าใจความหมายของมันอยู่ดี แล้วทำไมพวกเราต้องดิ้นรนไปหามันด้วยล่ะ “อากิระมาอยู่นี่เองเหรอ ฉันตามหานายเสียแทบแย่” “นายตามหาฉัน…หรือว่าใครใช้ให้มาตามกันแน่” คู่สนทนาพูดสวนกลับในทันที “พูดถูก เคตะบอกฉันว่านายออกจากห้องไปนานแล้ว เขาเป็นห่วงเลยให้ฉันมาตาม” ชินยะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ทำเอาอีกฝ่ายหน้าได้แต่ก้มหน้างุดพลางกัดริมฝีปากตัวเองแน่น 'ใช่สิ นายไม่เคยเห็นฉันอยู่ในสายตา…แล้วทำไมฉันถึงไม่เลิกซะตอนนี้ เลิกคิดที่จะรักนาย' “กลับกันได้แล้ว ที่นี่ลมแรงประเดี๋ยวนายจะไม่สบายเปล่า ๆ นะ ร่างกายยิ่งอ่อนแออยู่ด้วย” ชินยะว่าพลางกุมมือของอีกฝ่ายแน่นเพราะรู้ดีว่าอากิระนั้นหัวดื้อกว่าที่ใคร ๆ คิด หากมองภายนอกดูเหมือนว่าจะเป็นคนร่าเริงก็จริงแต่ลึก ๆ แล้วเขาเป็นคนที่ขี้เหงายิ่งกว่าใคร ๆ “ทำไมฉันต้องเชื่อนายด้วยล่ะ แล้วฉันก็สบายดีไม่ได้เจ็บป่วยง่าย ๆ อย่างที่นายเข้าใจหรอกนะ” คนสบายดีพูดยังไม่ทันขาดคำก็ไอค่อกแค่กออกมา ทำเอาร่างสูงกว่าอดที่จะหัวเราะไม่ได้ “เห็นไหมพูดก็ไม่ยอมฟัง คนหัวดื้อ” ชินยะว่าพลางหยิกแก้มอากิระเบา ๆ “นายอยากให้ฉันกลับห้องจริง ๆ งั้นเหรอ” “อืม” “จูบฉันสิ แล้วฉันจะยอมทุกอย่างเลย” อากิระว่าพลางหลับตาอีกฝ่ายทำหน้างง ๆ แต่ก็ยอมประทับริมฝีปากนิ่มลงบนแก้มขาวที่เย็นจัดนั่น “ไม่ใช่ที่แก้ม…ตรงนี้ต่างหากล่ะ” อากิระชี้ไปที่ริมฝีปากของตัวเอง ชินยะลังเลอยู่นาน “ก็ได้ถ้านายต้องการอย่างนั้น” ชินยะว่าแล้วเขาก็จูบลงบนริมฝีปากแดงฉ่ำราวกับลูกเชอร์รี่ของร่างที่เล็กกว่า อากิระได้แต่เบิกตากว้างเพราะไม่คิดว่าชินยะจะกล้าทำจริง ๆ “นายพอใจแล้วใช่ไหม ถ้างั้นก็กลับกันเถอะ” ชินยะกุมมืออากิระแน่น ทั้งคู่เดินเคียงกันจากดาดฟ้ากว้างของโรงพยาบาลจนมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องวีไอพี ข้างหน้าประตูปรากฎชื่อของ ฟุรุยะ เคตะ และ คางิโมโตะ อากิระ ทันทีที่เปิดประตูห้องเข้าไปชินยะก็ปล่อยมืออากิระทันทีแล้วเดินนำหน้าไปทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น 'ชินยะทั้งที่รู้ว่าฉันมองนายด้วยสายตาแบบนี้ แต่นายก็ทำเหมือนกับว่ามันไม่มีอะไร ไม่มีความหมายอะไร นายทำแบบนี้ได้ยังไงกันนะ…ทำไมต้องมาทำเป็นใจดีกับคนนิสัยเสียอย่างฉันด้วย เพราะว่าฉัน ฉัน…' “อากิจัง…กลับมาแล้วเหรอ นายหายไปไหนตั้งนาน รู้ไหมว่าฉันเป็นห่วงแทบแย่” เสียงแหลมปรี๊ดของเด็กหนุ่มเตียงข้าง ๆ ดังขึ้น “ฉันไม่เป็นไรหรอกน่า” อากิระว่า แล้วเขาก็พาตัวเองขึ้นไปนอนคลุมโปงบนเตียง “ชินจังเจออากิจังที่ไหนเหรอ” เสียงนั่นยังคงพูดต่อไปเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังเคี้ยวแอปเปิ้ลอยู่เต็มปาก “ดาดฟ้าโรงพยาบาลน่ะ” ชินยะตอบเสียงเรียบ ๆ เขาเหลือบมองไปที่เตียงข้าง ๆ แว่บหนึ่งก่อนจะหันมาตั้งหน้าตั้งตาปอกเปลือกแอปเปิ้ลให้เคตะ “นี่ ๆ อากิจัง…นายไม่หิวเหรอ กินแอปเปิ้ลไหม ชินจังปอกไว้ให้ฉันตั้งเยอะแหนะ” “เคตะ รักษามารยาทหน่อยสิ…เขาคงเหนื่อยปล่อยให้เขานอนไปเถอะ” ชินยะปราม คำพูดของชินยะทำเอาอากิระหยุดน้ำตาที่เอ่อท้นขอบตาที่ร้อนผ่าวไม่ได้ เขาเกลียดที่ต้องอยู่ห้องนี้กับเคตะและชินยะ เกลียดตัวเองที่พยายามทำตัวเหมือนแมวขโมยพยายามแย่งของ ๆ คนอื่น…ทั้ง ๆ ที่คน ๆ นั้นไม่เคยมีใจให้เลยสักนิด เขาคนนั้นอาจจะคิดรังเกียจอยู่ในใจลึก ๆ ก็ได้ เพียงแต่ไม่แสดงออกมา “เค้าขอโทษ” เคตะก้มหน้างุดไม่กล้าสบตาชินยะตรง ๆ “ไม่ได้โกรธสักหน่อยอย่าทำหน้าแบบนั้นสิ แปรงฟันแล้วก็เข้านอนซะนะ…พรุ่งนี้จะมาเยี่ยม” ชินยะลูบหัวเคตะเบา ๆ พร้อมกับเดินออกจากห้องไป “อากิจังนายหลับแล้วจริง ๆ เหรอ…ฉันรู้นะนายยังไม่หลับใช่ไหมล่ะ” เคตะถามขึ้นท่ามกลางความเงียบ “อือ ทำไมเหรอ” “นายว่าชินจังเป็นคนดีหรือเปล่า” “ก็ดี” “แล้วนายว่าชินจังจะชอบฉันบ้างไหม” เคตะถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก “ถ้าเขาไม่ชอบนาย เขาก็คงไม่มาเยี่ยมนายทุกวันหรอก” อากิระกัดฟันตอบ เคตะนายถามฉันแบบนี้ได้ยังไง ทั้งที่นายก็รู้อยู่เต็มอกว่าชินยะรักนายเหลือเกิน สายตาที่เขามองนายเต็มไปด้วยความอ่อนโยน แต่สำหรับฉัน… มันไม่ใช่ และคงไม่มีวันที่เขาจะหันมามองฉัน ฉันมันน่ารังเกียจที่สุด ฉันเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้ ทั้งนายและชินยะอย่าดีกับฉันมากกว่านี้ได้ไหม!! “แต่ว่าชินจังไม่เคยพูดนี่นา” เคตะทำหน้าหงอยลงไป “นายน่ารักแบบนี้ ไม่มีใครที่จะไม่รักนายหรอกนะ…เคตะ” ไม่เหมือนฉันคนที่น่ารังเกียจ คนนิสัยเสีย คนที่ไม่มีใครเหลียวแล…เพราะฉันเป็นแบบนี้ ตัวของฉันเป็นแบบนี้นายถึงไม่เคยมองใช่ไหม?? ชินยะ “ถ้าเป็นจริงก็ดีสิ เพราะชินจังเป็นคนดีเกินไป ไม่เคยพูดไม่เคยบ่นเวลาฉันทำตัวแย่ ๆ อากิจังนายก็รู้ว่าฉันชอบชินจังฝ่ายเดียว แต่สำหรับชินจังฉันไม่เคยรู้เลย…ฉันไม่เคยรู้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่ บางทีที่ชินจังมาเยี่ยมฉันทุกวันแบบนี้ ลึก ๆ ข้างในเขาอาจจะเบื่อก็ได้ เพราะว่าฉัน…ฉัน” แล้วเคตะก็เงียบไป อากิระไม่กล้าที่จะถามอะไรต่อ “ราตรีสวัสดิ์” อากิระพูดเบา ๆ พร้อมกับหลับตาลง เขาพลิกตัวไปมาหลายทีแต่ไม่ว่าจะทำยังไงก็หลับไม่ลง ภาพของเหตุการณ์บนดาดฟ้าโรงพยาบาลยังคงติดตาอยู่ทำให้หัวใจเต้นแรง แล้วภาพของชินยะที่มองเคตะอย่างอ่อนโยนก็ทำให้เขาเจ็บที่หัวใจจนทนแทบไม่ไหว อากิระควานหาขวดยาสีชาพร้อมกับเปิดฝาออก ยาเม็ดเล็กไหลผ่านลำคอลงไปทำให้เขารู้สึกดีขึ้น เด็กหนุ่มกุมหน้าอกแน่นก่อนที่จะคลายลงอย่างช้า ๆ พร้อมกับผล็อยหลับไป ************************* เสียงเคาะประตูดังขึ้นหลายครั้งแต่ก็ไม่มีใครตอบรับ “ฉันเข้าไปนะ” ชินยะว่าพลางเปิดประตูเข้าไป เตียงหนึ่งว่างเปล่า ส่วนอีกเตียงเจ้าของร่างยังคนนอนหลับอยู่ ใบหน้าสวยไม่ขมวดคิ้วเหมือนตอนตื่นเลยสักนิด…ชินยะนั่งลงข้างเตียงเขาจ้องหน้าอากิระที่ยังคงหลับไม่รู้เรื่องอยู่นั่นเอง “อย่าทิ้งฉันนะ…อย่าทิ้งฉัน ทำไมถึงทิ้งฉันไว้คนเดียวล่ะ ทำไมไม่มีใครรักฉันเลย” เสียงของอากิระพูดพึมพำเบาแต่ก็ดังพอที่จะให้คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ได้ยิน น้ำตาไหลอาบแก้มขาวทั้ง ๆ ที่เจ้าของร่างยังคงหลับอยู่ “ฉันอยู่ตรงนี้ ฉันไม่หนีนายไปไหนหรอกนะ ..อากิระ” ชินยะกุมมืออากิระแน่นพร้อมกับจูบลงที่เปลือกตาเบา ๆ “ชินจังมาแล้วเหรอ” เคตะเปิดประตูเข้ามา เขานั่งค้างอยู่บนรถเข็น “เคตะ ฉัน…” “อะไรเหรอชินจัง นี่อากิระยังไม่ตื่นอีกเหรอเนี่ยขี้เซาชะมัดเลย ชินจังมารอนานหรือยัง ขอโทษนะที่ไม่ได้โทรไปบอก เมื่อเช้านางพยาบาลเรียกเค้าให้ไปกายภาพบำบัดแหละ หมอบอกว่าเค้าใกล้หายดีแล้วอีกไม่นานก็จะออกจากโรงพยาบาลได้แล้วล่ะ” เคตะพูดยิ้ม ๆ พร้อมกับเน้นว่าอีกไม่นานก็จะได้ออกจากโรงพยาบาลพลางเหลือบสายตาไปยังอากิระที่ยังคงนอนอยู่ ดวงตาคู่นั้นไม่มีแววตาของมิตรภาพเหลืออยู่อีกเลย “งั้นเหรอ ก็ดีแล้วล่ะ…ฉันเองก็เบื่อที่จะต้องมาโรงพยาบาลทุกวันแล้ว” ชินยะพูดแต่สายตาของเขากลับมองไปที่ร่างของอากิระ “ก็ไม่เห็นแปลกที่ชินจังจะเบื่อ โรงพยาบาลน่ะไม่มีอะไรที่น่าดูนี่นา” เคตะพูดเสียงดัง ชินยะช่วยอุ้มเด็กหนุ่มขึ้นไปนั่งบนเตียง “นั่นสินะ” ชินยะตอบไม่เต็มเสียงเท่าไหร่ “หิวแล้วล่ะ ชินจังป้อนข้าวหน่อยสิ” “ป้อนเหรอ นายโตแล้วไม่อายอากิระเขาหรือยังไงล่ะ” ชินยะแกล้งถาม แต่อีกฝ่ายกลับส่ายหน้ายิก ๆ “ไม่อายหรอก เค้ายอมเป็นเด็กกับชินจังคนเดียวนะ อีกอย่างอากิจังก็รู้ว่าเค้าน่ะรักชินจังนะ” เคตะทำเสียงออดอ้อน บทสนทนาที่เหมือนจะไม่มีความหมายอะไรแต่สำหรับคนที่แกล้งหลับอยู่ที่เตียงข้าง ๆ นั้นแปลความหมายของมันได้ดี เคตะ…นายหวงของของตัวเองก็คงจะไม่ผิด คนที่ไปแย่งเขาต่างหากที่ผิด “ตื่นก็ดีสิ จะได้กินข้าวพร้อมกัน นี่มันเก้าโมงเช้าแล้วนะ…” เด็กหนุ่มพูดยิ้ม ๆ ในขณะที่เหลือบตามองไปที่เตียงของอีกฝ่าย ซึ่งกำลังพลิกตัวไปมาก่อนที่จะกระพริบตาสองสามครั้งเพื่อให้ชินกับแสงสว่างในห้อง “เคตะ นายเสียงดังไปแล้ว หนวกหูชะมัด” อากิระโวยวายขึ้นมา ถึงแม้ว่าน้ำเสียงจะฟังดูงัวเงียแต่สำหรับคนที่พักอยู่ห้องเดียวกันมานานถึงสามเดือนรู้ดีว่าคน ๆ นี้ตื่นนานแล้ว และนานพอที่จะได้ยินอะไรต่อมิอะไรที่เขาพูด “ขอโทษนะ…อากิจัง แต่ตื่นสายมันไม่ดีนี่นา ไปแปรงฟันแล้วมากินข้าวกันเถอะนะ ถ้านายเบื่ออาหารของโรงพยาบาลล่ะก็เดี๋ยวฉันแบ่งให้ก็ได้ ชินจังทำกับข้าวมาเยอะแยะเลย” เคตะพูดด้วยน้ำเสียงสดใส แต่สำหรับคนที่ฟังอยู่ได้แต่สะอึกอยู่ในใจ “อือ” อากิระตอบเบา ๆ แล้วก็เข้าห้องน้ำไป “ใกล้จะออกจากโรงพยาบาลได้แล้วจริง ๆ เหรอเคตะ” ชินยะถามขึ้น ขณะเดียวกันก็ป้อนข้าวให้เคตะทานไปด้วย “ถามทำไม ชินจังคิดว่าเค้าพูดเล่นหรือไงเล่า เค้าน่ะเกลียดโรงพยาบาล..เกลียดห้องนี้ที่สุด ชินจังก็น่าจะรู้ดี” เคตะพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ขอโทษ แต่ฉันไม่คิดว่าขาของนายจะหายเร็วแบบนี้ อีกอย่างนายก็ยังเดินไม่ได้ไม่ใช่เหรอ” “ชินจังเบื่อใช่ไหมล่ะ เบื่อเค้าแล้ว เค้าเป็นตัวถ่วงของชินจังใช่ไหม แล้วเค้าก็ …” เคตะก้มหน้างุดน้ำตาเอ่อท้นขอบตา เด็กหนุ่มพยายามที่จะกลั้นมันเอาไว้แต่สุดท้ายมันก็ไหลลงมาไม่หยุด “ไม่ใช่นะ นายไม่ได้เป็นตัวถ่วงสักหน่อย อย่าร้องไห้สิ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนายก็จะเป็นคนที่สำคัญที่สุดสำหรับฉันเสมอ” “ยิ้มหน่อยสิ คนดี” ชินยะกระซิบข้างหู แล้วเคตะก็ยิ้มออกมาได้ “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นชินจังก็จะไม่ทิ้งเค้าใช่ไหม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นชินจังก็จะอยู่เคียงข้างเค้าใช่ไหม” “ใช่! ฉันสัญญา” ชินยะตอบเบา ๆ แต่ในใจกลับคิดกังวล คำพูดทุกคำที่ทั้งสองคนพูดรอดผ่านมาให้ได้ยิน ทำให้อากิระได้แต่ชกกระจกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงแม้มันจะไม่แตกแต่มันก็เจ็บที่หัวใจ…นี่เขาจะมีแรงมีชีวิตต่อไปอีกถึงเมื่อไหร่กันนะ “กินข้าวกันเถอะ” อากิระแง้มบานประตูออกมา เขาดูไม่สดใสสักเท่าไหร่ใบหน้าที่ปกติขาวอยู่แล้วกลับดูซีดเซียว “อากิระ นายไม่เป็นไรนะ” ชินยะถามขึ้น “อือ” เป็นมื้อที่ดูเงียบเหงาเหลือเกิน อากิระก้มหน้าก้มตากินข้าวอย่างเงียบ ๆ มีบ้างที่เคตะยื่นกับข้าวมาแบ่งให้เขา แต่เด็กหนุ่มได้แต่ส่ายหน้าแล้วก็บอกเขาอิ่มแล้ว ภาพของชินยะที่เป็นห่วงเป็นใยเคตะทำให้เขาเจ็บเหลือเกิน…แมวขโมยตัวนี้ไร้เรี่ยวแรงแล้วล่ะ ฉันจะมีชีวิตอีกนานเท่าไหร่นะ ฉันจะต่อสู้ต่อไปไหวหรือเปล่านะ “เดี๋ยวฉันกลับมานะ…จะไปคุยกับหมอสักหน่อย” ชินยะว่าพลางวางตะเกียบลง เคตะยื้อข้อมือของชินยะเอาไว้ “อย่าไปเลยนะชินจัง อยู่เป็นเพื่อนเค้าก่อนได้ไหม” “แค่แป๊บเดียวเอง อย่าทำตัวเป็นเด็ก ๆ สิ นายคุยกับอากิระไปก่อนแล้วกันนะ” แล้วชินยะก็เดินออกจากห้องไป “อากิจัง” “หือ” อากิระตอบทั้ง ๆ ที่ยังก้มหน้าก้มตากินข้าว แต่จะเรียกว่าเขี่ยเล่นน่าจะถูกกว่า “นายน่ะ…” “ทำไมเหรอ” “นายอย่าได้คิดแย่งชินจังไปจากฉัน!! ฉันรู้ว่านายคิดอะไรอยู่ ฉันรู้มาโดยตลอด สายตาที่นายมองชินจังน่ะ…แต่เพราะนายเป็นเพื่อนของฉัน ฉันถึงได้ไม่พูดอะไรออกมา หวังว่านายคงจะเข้าใจฉันนะ ฉันขาดชินจังไม่ได้…นายเข้าใจใช่ไหม ขอให้นายเลิกคิดถึงชินจังซะแล้วฉันจะไม่ถือสานาย ฉันหวังว่านายคงจะไม่ทำตัวเป็นแมวขโมยหรอกนะ” เคตะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่ใบหน้านั้นกลับยิ้มเหมือนทุก ๆ ครั้ง “ฉัน…ฉัน…” อากิระพูดอะไรไม่ออก เขารู้ดีว่าเคตะรู้มาโดยตลอด และคน ๆ นี้คงจะไม่ยอมที่จะเสียชินยะไปง่าย ๆ สำหรับชินยะแล้วเคตะก็เป็นคนที่สำคัญที่สุด คงไม่มีวันที่สายตาคู่นั้นจะหันกลับมามองที่เขา “สัญญาสิ” “ฉันสัญญา” อากิระพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ในขณะเดียวกันชินยะก็เปิดประตูกลับเข้ามา สีหน้าเขาไม่สู้ดีนักสักนิด “เคตะ” “ชินจังไม่ต้องพูดอะไรแล้ว…เค้าอยากออกจากโรงพยาบาลวันนี้” จู่ ๆ เคตะก็พูดขึ้นมา “แต่หมอบอกว่านายต้องพักอีกนาน” “แล้วเมื่อไหร่ล่ะ หนึ่งปี สองปี ห้าปี หรือว่าอีกกี่สิบปีกันล่ะ มันไม่มีทางหายหรอก” “เค้าพยายามจนถึงที่สุดแล้วนะชินจัง แต่ว่า…มันก็คงไม่เหมือนเดิม ดูเค้าสิ แค่ยืนเค้ายังทำไม่ได้เลย ชินจังรังเกียจคนพิการอย่างเค้าใช่ไหม ชินจังเกลียดเค้าแล้วใช่ไหม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเค้าก็ทนได้ ถึงเค้าจะเต้นไม่ได้อีกเลยชั่วชีวิตนี้ ขอแค่มีชินจังอยู่ข้าง ๆ เค้าก็พอ ได้ไหม…” “เคตะ” ทั้งห้องเงียบ เคตะมุดลงไปใต้ผ้าห่ม อากิระก็ยังคงก้มหน้าก้มตากินต่อไป ************** อากิระยืนมองดูดาว ถึงแม้อากาศจะเย็นจัดแต่เขาก็ไม่รู้สึกเลยสักนิด… เสียงเปิดประตูที่ดังอยู่ข้างหลังทำให้เขาต้องหันหลังกลับไปมอง เงาตะคุ่ม ๆ ของใครบางคนกำลังเดินเข้ามาใกล้ “แอบมาอยู่ที่นี่อีกแล้วนะ อากาศเย็นแบบนี้นายจะไม่สบายเอานะแล้วร่างกายนายน่ะหมอก็บอกว่า …” “นั่นมันเรื่องของฉัน!! ไม่เกี่ยวกับนาย อย่ามาทำใจดีกับฉันนักเลยจะได้ไหม” อากิระตวาดกลับเสียงดัง “แต่ว่า…” “อย่าเข้าใกล้ฉัน อย่ามาทำดีกับฉัน อย่าพูดกับฉันอีก อย่ายิ้มให้ฉันอย่างอ่อนโยน อย่ามาทำใจดีกับฉันมากไปกว่านี้ เพราะว่ายิ่งนายทำดีกับฉันมากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งเจ็บปวดมากเท่านั้น…” “อากิระ” “อย่าเรียกชื่อฉัน นายไปซะปล่อยฉันไว้ที่นี่ ฉันอยากอยู่คนเดียว…ไปซะ ฉันบอกให้นายไปยังไงล่ะ” อากิระแผดเสียงดัง เขาไม่ได้หันกลับไปมองที่ร่างนั้นแต่รับรู้ดีว่าชินยะยังคงยืนนิ่งอยู่ที่ตรงนั้น “อากิระ นายก็รู้ว่าฉันทิ้งนายให้อยู่คนเดียวแบบนี้ไม่ได้ นายไม่สบายนะ ถ้าเกิดเป็นอะไรไปล่ะก็…” ชินยะพูดขึ้น “หยุดไม่ต้องพูดแล้ว นายกลับไปซะ อยู่ห่าง ๆ ฉันเอาไว้ ฉันไม่อยากให้เคตะเข้าใจผิดอีก” อากิระพูดด้วยน้ำเสียงเครือ “อากิระ…” “อย่ามาวุ่นวายกับฉันอีก ไม่ว่าฉันจะเป็นหรือตายมันก็เรื่องของฉัน” “แต่ฉันเป็นห่วงนายนะ นายก็รู้ดีว่าฉัน…” “ชินยะนายเป็นห่วงฉันงั้นเหรอ อย่าพูดอีกเลยดีกว่า นั่นมันเป็นความสงสารฉันไม่ต้องการหรอกนะแค่ความสงสาร” “ไปซี่…นายไปซะเคตะรอนายอยู่นะ” อากิระตวาดเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ “ก็ได้ฉันจะเป็นฝ่ายไป ถ้านายเกลียดฉันมากขนาดนั้นแล้วล่ะก็ แต่ใส่นี่ซะมันจะทำให้ร่างกายของนายอุ่นขึ้น” ชินยะพูดขึ้นพร้อมกับถอดเสื้อแจ๊กเก็ตหนังตัวโคล่งคลุมร่างของอากิระไว้ แล้วเขาก็เดินจากไป “ฉันน่ะหรือเกลียดนาย…ไม่มีวันนั้นหรอกนะ ชินยะ” อากิระพูดกับตัวเองเบา ๆ เขากระชับเสื้อแจ๊กเก็ตของชินยะแน่น นี่คือกลิ่นของนายสินะ…ฉันไม่มีวันลืม ***************** “เฮ้! ชินยะ นายเมามากแล้วนะ มีเรื่องอะไรงั้นเหรอนายถึงเอาแต่ดื่มเหล้าอย่างกับอาบแบบนี้” ฮิโรกิถามขึ้น “ม่ายยยย…มี อาาาาไร” “อย่ามาทำปิดบังหน่อยเลย ทำไมชอบเก็บเรื่องกลุ้มใจไว้คนเดียวแบบนี้ เราเพื่อนกันนะ… ชินยะ ชินยะ…นายฟังฉันอยู่หรือเปล่าเนี่ย” ฮิโรกิมองอาการเพื่อนแล้วถึงกับปวดหัวตุบ ๆ นี่มันกะจะกินแบบนี้ทั้งคืนเลยเหรอเนี่ยทำท่าอย่างกับคนอกหัก หมอนี่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเองแล้วล่ะก็ไม่เคยจะพูดออกมาเลยสักนิด คนแบบนี้นี่มันน่าคบเป็นเพื่อนไหมเนี่ย “พอได้แล้ว นายเมามากแล้วนะ” ฮิโรกิกระชากแก้วเหล้าออกจากมือของชินยะ “ฉันยังไม่เมา…ม่ายยยยยยเมาาาาาาาาาา” พูดไม่ทันขาดคำดี คนไม่เมาก็ล้มฟุบหลับคาโต๊ะไปซะงั้น “เอากับมันสิ” ฮิโรกิได้แต่ส่ายหน้า เขาแบกชินยะออกจากร้านแล้วพากลับไปที่คอนโดของตัวเอง พอถึงห้องนอนปุ๊บฮิโรกิก็เหวี่ยงชินยะลงบนเตียง พร้อมกับปิดไฟแล้วตัวเองก็ไปนอนที่โซฟาในห้องรับแขก ถ้าตื่นขึ้นมาฉันจะเค้นเอาความจริงกับนาย ไอ้เพื่อนเวร… ชินยะตื่นขึ้นมาถึงกับปวดหัวตุบ ๆ ในตอนเช้า เขาเหลือบมองไปรอบ ๆ ก็พบว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านของตัวเอง หรือแม้แต่โรงพยาบาลที่เคตะพักรักษาตัว ที่นี่มัน…?? “บ้านฉันเอง ไอ้ชิน บอกมาให้หมดนะเฟ้ย เมื่อคืนมันเรื่องอะไรกัน ดีนะที่แกไม่ได้เมาเหมือนหมาไม่งั้นฉันคงทิ้งแกไว้ที่นั่น” ฮิโรกิพูดอย่างเดือดดาด “เรื่องอะไร” ชินยะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ เหมือนไม่เข้าใจว่าฮิโรกิต้องการอะไรกันแน่ “อย่ามาทำเป็นไม่รู้เรื่องไปหน่อยเลย อะไรที่ทำให้แกกินเหล้าอย่างกับอาบได้แบบนั้น เล่าให้ฉันฟังเดี๋ยวนี้เลย…แกมันพวกความลับเยอะ มีเรื่องอะไรก็เก็บไว้คนเดียว ระวังหัวจะระเบิดตาย” “นั่นสินะ แต่ว่า…ฉันไม่มีอะไรจริง ๆ” ชินยะส่ายหน้าช้า ๆ จะให้เพื่อนมาปวดหัวกับชีวิตเขาด้วยน่ะหรือ ไม่เอาด้วยหรอกนะ “ไอ้ชิน…แกจะบอกมาดี ๆ หรือว่าจะต้องให้ฉันใช้กำลังบังคับ” ฮิโรกิเริ่มเข้าโหมดโหด ชินยะเห็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมนั่นแล้วถึงกับกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ การคบกันมานานหลายปีทำให้เขารู้ดีว่าฮิโรกิมันเป็นพวกเอาแต่ใจอะไรที่อยากได้ก็ต้องได้ อะไรที่อยากรู้ก็ต้องรู้ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนมันก็ทำได้ทั้งนั้น แม้กระทั่งการลอกข้อสอบ!! มันยังทำมาแล้วเลย “ก็ได้” ในที่สุดชินยะก็ตัดสินใจเล่า เพราะเขารู้ดีว่าถ้าไม่พูดทำเงียบล่ะก็ ฮิโรกิมันคงหาสารพัดวิธีมาทรมานให้เขาพูดจนได้นั่นแหละ “ดีมากกกกก…งั้นก็เล่ามา” “นายจำอากิระได้ไหม” “อากิระไหนล่ะ ฉันจะรู้ไหมเนี่ย…แค่รอบ ๆ ตัวฉันกับนายก็มีคนชื่ออากิระตั้งสามสี่คนแล้ว” ฮิโรกินับไปถึงเพื่อนร่วมห้องที่ชื่อซ้ำกันจนต้องเรียกอากิระเบอร์หนึ่งสองสามสี่ “คางิโมโตะ อากิระ” “หมอนั่นน่ะเหรอ!” ฮิโรกิถึงกับแผดเสียงร้องออกมาดัง เขาจำได้ดีว่านั่นเป็นคนที่ชินยะไม่มีวันลืมเลย หมอนั่นเป็นรักแรกของชินยะ…และเป็นคนที่ทิ้งชินยะไปด้วยเหตุผลที่เจ้าตัวก็ไม่เคยบอกว่าเพราะอะไร เขาจำได้ว่าตั้งแต่วันนั้นชินยะก็กลายเป็นคนไม่พูดไม่จา ไม่สุงสิงกับเพื่อนฝูง พูดคำตอบคำ…จนถึงทุกวันนี้ “นั่นแหละ” ชินยะพยักหน้า “หมอนั่นกลับมาหานายอีกหรือไง!! ฉันบอกได้เลยนะว่านายตัดใจเสียเถอะ เจ้าคางิโมโตะนั่นมันทำร้ายนายถึงขนาดนั้นแล้วนายยังจะกลับไปหามันอีกหรือยังไงกันเล่า อีกอย่างนายก็มีเคตะแล้ว นายรู้ตัวดีใช่ไหมว่าเคตะขาดนายไม่ได้…นายทิ้งเคตะไม่ได้” ฮิโรกิพูดขึ้น ชินยะได้แต่นิ่งเงียบไป ใช่! เขาทิ้งเคตะไม่ได้…นอกจากนี้เขาก็ยังรักอากิระอยู่เพียงแต่ความรักของเขานั้นส่งไปไม่ถึงก็เท่านั้นเอง “ฉันรู้ แต่ว่า…ฉัน…” “ชินยะนายเป็นพวกเจ็บแล้วไม่จำหรือไง นายจะโง่ไปถึงไหน นายรู้ดีนี่ว่าเคตะรักนายมากมายขนาดไหน นายจะทำร้ายเขาได้ลงคอหรือไง” ฮิโรกิยังคงเน้นย้ำในสิ่งที่ชินยะก็รู้ดี “ฉันไม่อยากเห็นนายเป็นแบบนั้นอีกแล้วนะ นายจำได้ไหมว่าเคตะกับนายรักกัน…ถึงนายจะไม่เคยบอกว่ารักเคตะก็เถอะ แต่ฉันรู้ดีสายตาที่นายมองเคตะมีแต่ความอ่อนโยน นั่นแหละที่เรียกว่าความรักชินยะ เป็นความรักจริง ๆ ไม่ใช่การหลงใหลหัวปักหัวปำอย่างที่นายเคยมีให้กับเจ้าคางิโมโตะ” ฮิโรกิรู้สึกหงุดหงิดแทนเคตะ เพราะเขารู้ดีว่าชินยะไม่เคยลืมหมอนั่นเลยแม้แต่วันเดียว สำหรับเคตะแล้วฮิโรกินั้นเอ็นดูอย่างน้องชาย เขาเองเป็นคนแนะนำให้ทั้งสองคนรู้จักกัน เคตะนั้นช่วยทำให้ชินยะร่าเริงขึ้นมาได้ ถึงจะไม่ทั้งหมดแต่ก็ทำให้เพื่อนเขาเป็นผู้เป็นคนกับเขาบ้าง “ฉันทิ้งเคตะไม่ได้ ฉันรู้ดีน่า…แต่สำหรับอากิระแล้วฉันก็ไม่เคยลืมเขาเลย ไม่เคยมีสักวันที่ฉันจะไม่คิดถึงเขา นายจะให้ฉันทำยังไงดีล่ะ…ในเมื่อคนที่ฉันเฝ้าคิดถึงอยู่ทุกวันมายืนอยู่ตรงหน้าฉันแล้ว มันเป็นความจริงที่ไม่ใช่ภาพลวงตาเหมือนกับที่ฉันคอยหลอกตัวเองอยู่ทุกวัน” “ฟังนะ…ชินยะนายต้องเข้มแข็งและผ่านพ้นมันไปได้ หมอนั่นน่ะมันปีศาจชัด ๆ ฉันจำได้ว่าตอนที่นายคบกับหมอนั่น นายได้กลายเป็นคนที่ฉันไม่รู้จักเลยสักนิด…นายกลายเป็นใครก็ไม่รู้ นายแทบจะกระดิกตัวไม่ได้เลยสักนิดถ้าหมอนั่นไม่อนุญาต เจ้านั่นน่ะเอาแต่ใจตัวเอง นิสัยแย่สุด ๆ แถมยังขี้วีน ขี้หึงซะขนาดนั้นแค่ฉันโผล่หน้าไปบ้านนายก็โดนไล่ตะเพิดออกมาแล้ว” ฮิโรกินึกไปถึงวันที่เขาไปเยี่ยมชินยะที่บ้าน หมอนั่นปิดประตูบ้านใส่หน้าเขาแถมยังเรียกเขาว่าเจ้าหนูผีอีกด้วย นี่หน้าเขาเหมือนหนูมากเลยเหรอเนี่ย “นายอยากรู้ไหมว่าทำไมเขาถึงทิ้งฉันไป” “ก็เพราะว่าเขาแค่เล่น ๆ กับนายไม่ใช่หรือไง” “ไม่ใช่! เพราะว่าเขาป่วย ป่วยมากด้วย…ไม่มีทางรักษานอกจากผ่าตัด ฉันเจอเขาครั้งแรกแทบไม่อยากจะเชื่อ เขาซูบซีดแล้วก็ดูไม่มีความสุขเลยสักนิด สองปีแล้วนะที่เขาต้องอยู่โรงพยาบาลทุกวันโดยที่ฉันไม่รู้เลยสักนิดว่าเขาทรมานแค่ไหน” ชินยะพูดเสียงเครือ “หมอนั่นเนี่ยนะป่วย ฉันล่ะไม่อยากจะเชื่อ” ฮิโรกิพูดเสียงหน่าย ๆ เขานึกไปถึงใบหน้าสวย ของคนที่ชินยะเอ่ยถึงกับท่าทางเชิ่ดหยิ่งที่มักจะทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดเสมอ เขาไม่อยากจะเชื่อว่าชินยะจะทนคบกับคนนิสัยแย่ ๆ แบบนั้นได้ตั้งนานสองนาน “เขาเป็นโรคหัวใจ” “โรคหัวใจ!! นายล้อฉันเล่นฉันไหม…หมอนั่นดูแข็งแรงจะตาย แล้วทำไม” ฮิโรกิถึงกับหน้าซีดไปถนัดตา “เพราะอย่างนั้นเขาถึงทิ้งฉันไป ฉันนี่มันใช้ไม่ได้ใช่ไหม…ฉันนี่มันแย่จริง ๆ ฉันจะต้องทำยังไงนะ ในเมื่อตอนนี้ฉันเลือกไม่ได้เลย ฉันทิ้งเคตะไม่ได้แล้วฉันก็ปล่อยอากิระไปไม่ได้เหมือนกัน ฉันรักเขานะ..รักมากจริง ๆ แต่ว่าฉันก็ทำให้เขาต้องเจ็บปวด ฉันพูดไม่ออกว่าฉันยังรักเขาอยู่” ชินยะก้มหน้าลงฟุบลงไปกับหมอนบนเตียง “ชินยะ” “ฉัน…นี่มันไม่ได้ความจริง ๆ” ชินยะหลับตาลง ภาพของอากิระปรากฎขึ้นในห้วงความคิดแล้วภาพของเคตะก็ซ้อนทับขึ้นมา…ทานิอุจิ ชินยะ นายนี่มันแย่ที่สุด!! “ช้าจัง…ทำไมยังไม่มาอีกนะ” เคตะบ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ตอนนี้เขาเข้าหน้าอากิระไม่ติด ทั้งที่คิดว่าเป็นเพื่อนแท้ ๆ แต่อากิระกลับคิดที่จะแย่งชินจังของเขาไป ถึงยังไงเขาก็ไม่ยอมหรอก เขาไม่ยอมที่จะเสียชินจังให้ใครเด็ดขาด พระเจ้า...ถึงแม้ว่าขาคู่นี้จะไม่สามารถเดินหรือเต้นได้อีกครั้งก็ตาม แต่ขอแค่ให้ชินจังอยู่ข้าง ๆ เขา คอยดูแลเขาก็พอ ไม่ต้องรักเขาก็ได้แค่ยืนหายใจอยู่เคียงข้างเขาแค่นั้นก็พอแล้ว เขาขอแค่นี้จริง ๆ …เพราะชินจังไม่เคยบอกว่ารัก ถึงได้ทำให้กังวลเสียมากมาย เขาพยายามทำตัวให้น่ารักให้สมกับที่จะเป็นคนที่คอยอยู่เคียงข้างชินจัง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาก็จะไม่ยอมปล่อยมือจากคน ๆ นี้เป็นเด็ดขาด “วันนี้ชินยะไม่มาเหรอ เคตะ” อากิระที่เงียบอยู่นานถามขึ้น “ไม่รู้!” เคตะตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เขาเหลือบมองไปที่เตียงของอากิระ แล้วหัวใจก็เกือบหยุดเต้น ..นั่นเสื้อแจ๊กเก็ตของชินจังที่เขาเป็นคนซื้อให้ ทำไมอากิระถึงได้สวมมันเอาไว้นะ “เสื้อนั่น…” “ชินยะเขาให้ยืมน่ะ เมื่อคืนนี้” อากิระตอบยิ้ม ๆ เป็นรอยยิ้มที่เคตะไม่ชอบเอาเสียเลย “อากิจัง นายสัญญากับฉันแล้วนะ นายทำแบบนี้ได้ยังไง!” “สาบานได้ว่าฉันไม่ได้เป็นคนเริ่มก่อน” อากิระตอบเหมือนมีความนัยแอบซ่อนอยู่ “นายมันแมวขโมย!” เคตะแผดเสียงร้องดังลั่น พร้อมกับชี้หน้าอากิระ เขาไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาทำให้คน ๆ นี้รู้สึกเจ็บได้ ไม่มีเลยจริง ๆ “นายนั่นแหละที่ไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ ไม่รู้เลยจริง ๆ จะบอกให้นะว่า…ฉันน่ะเกลียดที่ต้องคอยทำตัวเป็นคนดีแบบนี้ เกลียดที่ต้องยิ้มให้นาย เกลียดที่ต้องฟังนายเล่าเรื่องของนายกับชินยะ นายมันไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ” อากิระว่าพร้อมกับลุกจากเตียงไป “กลับมาพูดให้จบสิ กลับมาเดี๋ยวนี้นะ!” เคตะตะโกนสุดเสียง เขาร้องไห้อย่างบ้าคลั่ง..นี่มันอะไร มันเรื่องอะไรกัน เขาเกลียดที่ตัวเองต้องเป็นแบบนี้ คนพิการ ชินจังเกลียดฉันแล้วใช่ไหมเพราะฉันเดินไม่ได้ ฉันเต้นไม่ได้แล้วใช่ไหม เคตะลงจากเตียงเขาพยายามที่จะเดินแต่ก็ไร้ผล เขาล้มลงกับพื้น…ขาคู่นี้มันไม่ฟังคำสั่งเสียแล้วไม่ว่าจะทำยังไงมันก็ขยับไม่ได้ แล้วน้ำตาไหลออกมาไม่หยุด… ศีรษะของเขาปวดจนแทบจะระเบิด ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย…ถึงแม้จะแผดเสียงร้องดังเท่าไหร่แต่ก็ไม่มีใครเข้ามาช่วย เขาถูกทิ้งอีกแล้ว… “ชินยะ นายรู้สึกดีขึ้นหรือยัง” ฮิโรกิถามขึ้น เมื่อเห็นสภาพชินยะแล้วบอกได้คำเดียวว่าน่าสมเพช คนไม่เคยดื่มหนัก ๆ ก็แบบนี้แหละ อ๊วกจนไม่มีอะไรเหลือในท้องแล้วล่ะมั้ง “อือ” ชินยะตอบรับพร้อมกับบ้วนปาก หัวเขายังคงปวดตุบ ๆ อยู่ไม่หาย “เดี๋ยวฉันชงกาแฟให้ นายจะได้รู้สึกดีขึ้นไง ไปอาบน้ำซะ…นี่ก็สายแล้วเคตะคงรอนายแย่แล้วล่ะ” ฮิโรกิเอ่ยขึ้นพร้อมกับโยนผ้าเช็ดตัวให้ชินยะ “ขอบใจนะ” “ขอบจง ขอบใจอะไรกันเล่า เราเพื่อนกันนะ” “นั่นสินะ” ว่าแล้วชินยะก็หายตัวเข้าไปในห้องน้ำ “ชีวิตแม่งยิ่งกว่าละคร…ไอ้ชินเอ๊ยยยย…ไม่ว่าแกจะเลือกใครก็ต้องมีคนที่เจ็บปวดอยู่ดี เผลอ ๆ แล้วคนที่เจ็บปวดที่สุดก็คือแกนั่นแหละ” ฮิโรกิพึมพำกับตัวเอง “อ๊าาาาาาาาาา… เวรแล้วไหมล่ะตู หยิบผิดใส่เกลือแทนครีม ช่างเหอะมันจะได้ตาสว่าง” ชินยะแทบจะบ้วนกาแฟใส่หน้าฮิโรกิทันทีที่รสกาแฟดำนั่นสัมผัสกับลิ้น “นี่มันกาแฟเหรอเนี่ย นายชงยังไงเนี่ย” ชินยะโวยวายขึ้นมา พลางวางถ้วยกาแฟกระแทกกับโต๊ะ “เออ..ผิดสูตรไปหน่อย ฉันหยิบผิดใส่เกลือแทนครีมว่ะ” “อ่านะ..งั้นถ้วยนี้แกกินเองแล้วกัน เดี๋ยวฉันจะไปหาอะไรกินที่โรงพยาบาลแทน” ชินยะไม่ว่าเปล่าเขาคว้าเป้ตั้งท่าจะออกจากห้อง “ฉันไปด้วย เผื่อรถไฟชนกันไง” ฮิโรกิยิ้มร่า “ฉันยังไม่ได้บอกนายใช่ไหมว่า ..เคตะกับอากิระเขาพักห้องเดียวกัน” ชินยะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ตายโหงงงงงล่ะสิงานนี้!” ฮิโรกิหน้าซีดไปถนัดตา เขานึกภาพไม่ออกเลยว่าเวลามันอยู่ด้วยกันสามคนในห้องจะเป็นยังไง งานนี้ไม่ว่าใครก็ใครก็ต้องเน่าไปข้าง “แต่ว่าไม่เป็นไรหรอกนะ เคตะน่ะไม่รู้เรื่องของฉันกับอากิระหรอก” ชินยะยังคงยิ้มได้ ในขณะที่ฮิโรกิได้แต่ยิ้มจืด ๆ ออกมา “ไอ้ชินคือว่านะ…ฉันว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอกนะ ก่อนที่เคตะจะคบกับแกน่ะ ฉันเล่าไปหมดแล้ว” “นายว่าไงนะ! นายคงไม่ได้หมายความว่าเคตะน่ะ…” “ใช่! เขารู้” ทันทีที่ฮิโรกิพูดจบ ชินยะก็วิ่งออกจากห้องไปทันที “เฮ้ย! ไอ้ชินรอฉันด้วย” ฮิโรกิตะโกนแล้วก็วิ่งตามชินยะไป ********** เมื่อไปถึงห้องพักชินยะพบว่าเคตะล้มตัวดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้น… “เคตะ เคตะ ไม่เป็นไรนะ” ชินยะรู้สึกร้อนรนในทันที “ชิน …ชินจัง” “ยา! ใช่…ยา รอเดี๋ยวนะเคตะ” ชินยะลุกไปค้นขวดยาในลิ้นชักมือของเขาสั่นมาก หลังจากที่ให้เคตะกินยาลงไปแล้วเขาก็อุ้มเคตะไปนอนบนเตียง “ยังปวดอยู่ไหม” ชินยะถาม เคตะได้แต่ส่ายหน้า “ชินจังรักฉันไหม” จู่ ๆ เคตะก็ถามขึ้น เป็นคำถามที่ชินยะไม่เคยตอบได้เต็มปากเลยสักครั้งแต่เพราะเหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้เขารู้ดีว่าเขาสูญเสียเคตะไปไม่ได้ “รักสิ…ฉันรักนายนะเคตะ” คำพูดดังจนทำให้คนที่อยู่หน้าประตูห้องชะงัก หัวใจวูบหล่นลงไปสู่เบื้องล่าง เจ็บที่หน้าอกทรมาน…ถ้าไม่เจอกันก็คงดีใช่ไหม ถ้าไม่เจอกันอีกครั้ง ถ้าไม่เคยรู้สึกรัก ถ้าไม่รู้จักมัน คงจะไม่ทรมานใช่ไหม อากิระเปิดประตูเข้ามา เขาเดินอย่างช้า ๆ พลางยื่นแจ๊กเก็ตสีดำคืนให้ชินยะด้วยแววตาที่ว่างเปล่า “ฉันเอามาคืน ของ ๆ นายฉันไม่ต้องการมันอีกแล้ว” อากิระพูดขึ้นพร้อมกับนอนลงบนเตียงหันหลังให้คนทั้งคู่ ‘อากิระ’ ชินยะรู้สึกผิด…นี่เขาทำอะไรลงไปกันนะ ++++++++++++++++++++++++ “ชินจัง…ชินจัง” เคตะเรียกดัง ชินยะถึงกับสะดุ้งหลุดออกจากห้วงความคิด “อะไรเหรอ” “ชินจังเป็นอะไรหรือเปล่า เหม่อตั้งแต่ตะกี้แล้วนะ” “ไม่มีอะไรหรอก ไม่มีอะไรจริง ๆ” “งั้นเหรอ สตรีทไลฟ์ของชินจังจะทำอีกเมื่อไหร่ล่ะ” เคตะถามขึ้น ชินยะลืมไปเสียสนิทเลยเขามัวแต่วุ่น ๆ อยู่กับเรื่องที่เคตะเข้าโรงพยาบาล “ยังไม่รู้เลย รอจนกว่าเคตะจะหายดีไหม” ชินยะว่า “ถ้าอย่างนั้น ชินจังคงต้องรอชั่วชีวิตแล้วล่ะ เพราะว่าขาคู่นี้มันแทบจะขยับไม่ได้เลย…มันไม่ฟังคำสั่งของเขาแล้วล่ะ ชินจังรู้ไหมว่าหมอบอกเขาว่าถึงแม้ทำกายภาพบำบัดก็มีความเป็นไปได้ที่จะกลับไปเป็นเหมือนเดิมแค่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ และไม่มีทางที่จะกลับไปเต้นเหมือนเดิมได้อีก” เคตะพูดเสียงเศร้า “ถ้าเป็นเรื่องจริง ชินจังจะทิ้งเขาไปไหม ทิ้งเขาไปหาคนที่ดีกว่า” “ไม่หรอก เด็กโง่” ชินยะลูบหัวเคตะเบา ๆ ขณะเดียวกันเสียงเปิดประตูของใครบางคนก็ดังขึ้น “ไอ้ห่าชิน…โกยแน่บเชียวนะมึงไม่รอกันบ้างเลย” ฮิโรกิพูดด้วยน้ำเสียงกระหืบกระหอบ ดูท่าว่าจะวิ่งมาอย่างสุดฝีเท้า “โทษที ฉันรีบไปหน่อย” ชินยะยกมือขอโทษขอโพยฮิโรกิยกใหญ่ เขาห่วงสองคนนี่จนไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี ยิ่งได้ฟังจากฮิโรกิแล้วอดที่จะใจหายไม่ได้เมื่อรู้ว่าเคตะรับรู้เรื่องราวในอดีตของเขากับอากิระ “สวัสดีฮะ รุ่นพี่” เคตะยิ้มหวานให้ฮิโรกิ “หวัดดีเป็นไงมั่ง อีกเดี๋ยวก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้วล่ะสิ ฉันอยากเห็นเธอเต้นอีกนะ” ฮิโรกิพูดขึ้นโดยไม่ได้มองหน้าคู่สนทนาเลยสักนิดว่าซีดสนิท จนชินยะต้องศอกแรง ๆ ที่ท้องของเพื่อนรักนั่นแหละ เพราะเขารู้ดีว่าถ้าปล่อยให้ฮิโรกิพูดต่อไปเรื่อย ๆ หมอนี่จะไม่ยอมหยุดพูดง่าย ๆ “ฮิโรกิแกยังไม่ได้กินข้าวใช่มะ ไปกินกันเถอะ ฉันหิวแล้ว…เคตะเดี๋ยวฉันกลับมานะ” ว่าแล้วชินยะก็ลากเพื่อนออกจากห้อง ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายไม่ได้อยากออกไปด้วยเลย “ไอ้ชิน อะไรของแกวะ ฉันอยากจะคุยกับรุ่นน้องก่อนนะเฟ้ย แหมทำเป็นหวงแฟนนะแก” ฮิโรกิบ่นอุบอิบ “ฟังนะ หมอบอกว่าเคตะจะเต้นไม่ได้อีกแล้ว!” ชินยะพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “นายล้อฉันเล่นหรือเปล่า” ฮิโรกิหน้าเสีย “เรื่องจริง เพราะอย่างนี้ฉันถึงทิ้งเขาไปไม่ได้ยังไงล่ะ ฉันเลือกใครไม่ได้เลยจริง ๆ” ชินยะทรุดลงไปนั่งหน้าประตูห้อง “ฉันเข้าใจ แต่ยังไงแกก็ควรถามใจตัวเองนะ ว่าใครกันแน่ที่แกรัก เพราะบางทีสิ่งที่แกรู้สึกมันอาจจะเป็นเพียงแค่ความสงสารก็ได้” ฮิโรกิตบบ่าชินยะเบา ๆ “ถ้าให้ฉันตอบเดี๋ยวนี้ ฉันก็ตอบได้ว่าฉันยังคงรักอากิระอยู่และสิ่งที่ฉันมีให้เคตะมันอาจจะเป็นแค่เพียงความเอ็นดูเท่านั้นเอง ความเอ็นดูหรือความสงสารที่ฉันคิดว่ามันคือความรัก” ชินยะพูดทั้งที่กุมศีรษะ “ชินยะ” “มันคงจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้แล้วล่ะ ความรู้สึกที่ฉันมีให้กับเคตะน่ะ ฉันอยากเห็นเขามีความสุขยิ่งกว่าใคร ๆ นะ เขาควรอยู่กับคนที่ดีกว่าฉัน คนที่ไม่คิดลังเลสักนิดที่จะรักเขาอย่างใจจริง คนที่ไม่ใช่ฉัน…ทุกครั้งที่เขาถามฉันว่ารักเขาบ้างหรือเปล่า ฉันไม่เคยตอบได้เต็มปากสักครั้งว่าฉันรักเขา ฉันได้แต่ลังเลที่จะพูดมันออกมา ฉันนี่มันเลวจริง ๆ สินะ ฉันให้ความหวังเขาทั้ง ๆ ที่ตัวฉันเองกลับไม่เคยคิดที่จะรับเขาเข้ามาอยู่ในใจฉัน ทั้ง ๆ ที่เขาพยายามทำตัวน่ารัก เปลี่ยนแปลงตัวเองมากมายเพื่อคนโง่ ๆ อย่างฉัน แต่ฉันเอง…กลับมองเขาเป็นเหมือนตัวแทนของอากิระ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ใช่ ฉันนี่มันเลวยิ่งกว่าหมาใช่ไหม ฮิโรกิบอกฉันทีสิ” ชินยะพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยเขาทรุดตัวลงไปนั่งบนพื้น “ชินยะ …นายอย่าโทษตัวเองแบบนั้นสิ เรื่องแบบนี้ไม่มีใครผิดหรือใครถูกหรอกนะ” ฮิโรกิตบบ่าชินยะเบา ๆ “แต่ฉันผิด ผิดที่ให้ความหวังเคตะ ผิดที่ไม่แสดงอะไรออกไปให้ชัดเจน แล้วจนถึงวันนี้ฉันเองก็ทิ้งเขาไปไม่ได้ ฉันรู้สึกเหมือนกับว่ามันเป็นความรับผิดชอบของฉันที่ทำให้เขาต้องเป็นแบบนี้ ถ้าไม่เพราะฉันเขาคงไม่เป็นแบบนี้ เวลาที่ฉันเห็นเขานั่งอยู่บนรถเข็นนายรู้ไหมว่าฉันรู้สึกยังไง ฉันอยากจะตายวันละหลาย ๆ ครั้ง ฉันทำให้ความฝันของเขาต้องพังพินาศ แต่เขากลับไม่โทษฉันเลยสักนิด…เคตะเข้มแข็งยิ่งกว่าฉันเสียอีก เขาไม่อ่อนแอเลยสักนิด เขาไม่เคยร้องไห้ให้ฉันเห็น ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะโทษว่ามันเป็นความผิดของฉัน เขายังคงยิ้มให้ฉันเหมือนทุก ๆ ครั้ง…แล้วฉันก็ทำอะไรไม่ได้เลย ฉัน…ฉัน” “ชินยะ พอเถอะ นายเลิกโทษตัวเองเสียที นายอย่าทำตัวเป็นคนอ่อนแอแบบนี้อีกเลยนะ ทุกอย่างมันถูกลิขิตมาให้เป็นแบบนี้ มันคือโชคชะตาที่ไม่ว่าใครก็เปลี่ยนมันไม่ได้ นายเองก็รู้ว่า…ไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น” ฮิโรกิว่า “ฉันรู้ แต่มันก็เป็นเพราะฉันเองไม่ใช่เหรอ ฉันเองที่ผิด ฉันทำให้เขาต้องกลายเป็นคนพิการ แล้วฉันยังคิดที่จะทิ้งเขาไปอีก ถ้าเราไม่ได้คบกันตั้งแต่แรก ถ้าฉันบอกเขาไปตั้งแต่แรกเรื่องทุกอย่างมันก็คงจะไม่เป็นแบบนี้” ชินยะยังคงโทษตัวเองอยู่ดี ฮิโรกิได้แต่ส่ายหน้า “ถึงนายจะโทษตัวเองแบบนี้ มันก็เปลี่ยนอะไรไปไม่ได้หรอกนะ สิ่งที่มันเกิดขึ้นแล้ว นายก็ควรที่จะยอมรับมันไม่ใช่มาตีโพยตีพายแบบนี้ ฟังฉันนะ…ลืมอากิระซะ คิดซะว่าพวกนายไม่เคยเจอกันอีก คิดซะว่านายไม่เคยรักเขา เคตะมีนายแค่คนเดียวนะ ถ้านายทิ้งเขาไปชีวิตของเขาก็คงจะไม่เหลืออะไรอีกเลย ไม่เหลืออะไรจริง ๆ รวมถึงความฝันที่เขาพร่ำบอกนายเป็นร้อยเป็นพันครั้งนั่นด้วย เขามีแค่นายเท่านั้นเองนะชินยะ ถึงแม้ว่านายจะไม่ได้รักเขาแต่ได้โปรดอย่าทิ้งเขาไปเลยได้ไหม ฉันขอร้อง…เขาขาดนายไม่ได้จริง ๆ” ฮิโรกิพูดทิ้งท้ายเอาไว้แค่นั้นแล้วเขาก็เดินจากไป ปล่อยให้ชินยะตกอยู่ในห้วงแห่งความคิด ทุกอย่างถูกลิขิตมาให้เป็นเช่นนี้งั้นเหรอ คำพูดของฮิโรกิยังคงดังก้องอยู่ในหัวของชินยะ เป็นคำพูดที่ฟังดูเหมือนมนตร์สะกด …ฮิโรกิ นายจะให้ฉันทิ้งหัวใจของตัวเองงั้นเหรอ ให้ฉันลืมอากิระ ให้ฉันคิดว่าฉันไม่เคยรักเขา…แค่คำพูดมันก็คงฟังดูง่าย แต่ฉันมันคนเห็นแก่ตัว ฉันทำตามคำพูดของนายไม่ได้ ฉันหยุดรักอากิระไม่ได้ ในขณะเดียวกันฉันก็ปล่อยมือจากเคตะไปไม่ได้ นายจะให้ฉันทำยังไงดีล่ะ…ทางเลือกไหนกันที่จะไม่มีใครต้องเสียใจ “ชินจังกลับมาแล้วเหรอ ช้าจังเลย เขาคอยเสียแทบแย่” เคตะพูดด้วยน้ำเสียงสดใส “อือ กินยาหรือยัง ได้เวลากินยาแล้วนี่” “กินแล้ว ยาขมมากเลย…เขาต้องกินยาแบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ล่ะชินจัง ทั้ง ๆ ที่ไม่ว่าจะทำยังไงขาคู่นี้ก็ไม่กลับมาเหมือนเดิมหรอกนะ” เคตะพูดเสียงเศร้า ๆ สองมือของเขาทุบลงบนขาทั้งคู่แล้วน้ำตาก็ไหลออกมา ไม่ว่าจะทำยังไงมันก็ไร้ความรู้สึก ไม่เจ็บเลยสักนิด “เคตะหยุดเถอะ…ฉันขอโทษ มันเป็นความผิดของฉันเอง” ชินยะจับมือของเคตะเอาไว้ให้หยุดทำร้ายตัวเองเสียที เห็นเคตะเป็นแบบนี้แล้วมันยิ่งทำให้เขารู้สึกเจ็บปวด “ชินจังไม่ผิดหรอก เขาไม่เคยโทษชินจังเลยสักนิด หากกลับไปได้เขาก็คงจะเลือกทำแบบนี้ เขายอมเจ็บเสียเอง ดังนั้นชินจังไม่ต้องโทษตัวเองหรอกนะ ขออย่างเดียวชินจังอย่าทิ้งเขาไปนะ เพราะเขาไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ไม่เหลือแล้วจริง ๆ” เคตะโผกอดชินยะ น้ำตาไหลออกมามาก “เคตะ…ฉันไม่ทิ้งนายไปหรอกนะ จำได้ไหมไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนายก็จะเป็นคนที่สำคัญที่สุดสำหรับฉัน” ชินยะกอดเคตะแน่น คำพูดที่พูดออกไปทำให้เขารู้สึกเจ็บข้างใน สายตาของอากิระที่มองมายิ่งทำให้เขาปวดร้าว เขาทำร้ายคนถึงสองคน… อากิระมุดตัวลงใต้ผ้าห่ม เรื่องราวของเคตะกับชินยะเขาไม่เคยรู้อะไรเลย สิ่งเดียวที่เขารู้ก็คือ ชินยะไม่มีทางทำร้ายเคตะ นั่นหมายความว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นคนที่ชินยะเลือกก็คือเคตะ ไม่ใช่เขา!! ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บ ทำไมฉันถึงได้รักนายนะ แล้วทำไมฉันถึงหยุดรักนายไม่ได้ ถ้าหากไม่ได้พบกันอีกครั้งก็คงจะดีกว่านี้ใช่ไหม ถ้าหากฉันได้เพียงแค่ฝันถึงนาย แค่เพียงจินตนาการที่หลอกตัวเองอยู่ทุกวันว่านายยังคงรักฉัน ว่านายไม่มีใคร ก็คงจะดีกว่านี้ใช่ไหม ภาพของชินยะที่ยิ้มให้กับเขาปรากฎขึ้นมาวนเวียนอยู่ในสมอง แล้วภาพของเคตะที่ยืนเคียงข้างชินยะก็ซ้อนทับขึ้นมา ทั้งคู่ดูมีความสุข นั่นทำให้อากิระยิ่งเจ็บ ๆ เหลือเกิน “เคตะ…ฉันรักนายนะ ไม่มีวันที่ฉันจะทิ้งนายไป ไม่มีวัน” คำพูดของชินยะที่กระซิบข้างหูเคตะ ถึงแม้จะเบาแต่มันก็ดังพอที่จะทำให้ใครอีกคนที่อยู่เตียงข้าง ๆ รู้สึกสะอึกขึ้นมา หัวใจของเขาเจ็บเหลือเกิน มันบีบรัดเหมือนกับว่าเขากำลังจะตาย อากิระดิ้นขลุกขลักไปมาบนเตียงคล้ายกับว่าอาการของโรคเดิม ๆ จะกำเริบอีกครั้ง…ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ร้องส่งเสียงออกมา แต่ชินยะก็รู้สึกถึงความผิดปกติ เขาหันควับไปอย่างรวดเร็วแล้วก็พบว่าอากิระกำลังดิ้นไปมา สีหน้าที่ซีดเซียวนั่นดูทรมาน มือข้างหนึ่งของอากิระกุมหน้าอกด้านซ้ายเอาไว้ “อากิระ อากิระ ไม่เป็นไรนะ ฉันเรียกหมอให้นายแล้ว” น้ำเสียงของชินยะเป็นไปด้วยความร้อนรุ่ม เขากอดอากิระแน่น อีกมือหนึ่งก็กดกริ่งเรียกนายพยาบาลซ้ำแล้วซ้ำเล่า อากิระหอบลมหายใจอ่อนแรงทีเดียว “อากิระ อากิระ…อดทนไว้นะ หมอจะมาแล้ว” ชินยะจูบลงบนหน้าผากของอากิระเบา ๆ ท่ามกลางสายตาของเคตะที่หันมามองอย่างตาค้าง เคตะถึงกับกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด…ในที่สุดคำพูดของชินจังก็เป็นเพียงแค่ความว่างเปล่า สายตาของชินจังไม่เคยมีฉันเลยใช่ไหม ชินจังรักฉันบ้างหรือเปล่า “หมอไปไหนหมด…หมอ ๆ” ชินยะตะโกนเสียงดัง เขาไม่ได้ยินเสียงเคตะเลยสักนิด ไม่ได้ยินว่าเคตะกำลังร่ำไห้เจ็บปวดเพียงใด เมื่อเห็นคนที่รักหันหลังให้กับตัวเองเพื่อเลือกใครอีกคนที่หัวใจร่ำร้อง เมื่อเห็นว่าไม่มีวี่แววของหมอหมาหน้าไหนที่จะเข้ามาช่วยอากิระได้ ชินยะตัดสินใจอุ้มอากิระออกจากห้องในทันที อากิระอาการแย่ลงทุกที เขาหายใจอ่อนแรงและกุมหน้าอกแน่น เคตะนั้นตะโกนเรียกชินยะอย่างสุดเสียงแต่ชินยะก็ไม่ได้ยิน ในหัวของเขาตอนนี้มีแต่เรื่องของอากิระ เขาวิ่งออกไปข้างนอกทั้งที่เท้าเปล่า ตะโกนเรียกหาหมอไปตลอดทาง ท้ายที่สุดอากิระก็ถูกส่งเข้าห้องไอซียูเพื่อรอดูอาการ …ชินยะนั่งหมดแรงอยู่ที่ตรงนั้น หัวใจของเขาเต้นแรง ความคิดทุกอย่างไหลย้อนกลับเข้าสู่สมอง เขาไม่อยากให้เรื่องทุกอย่างต้องเป็นแบบนี้ ถึงเวลาเสียทีที่เขาควรจะตัดสินใจใช่ไหม…เพื่อทำให้มันจบ แม้ว่าจะมีใครสักคนต้องเสียใจ เขาก็ยอม …และคน ๆ นั้นอาจจะเป็นตัวเขาเอง “ขอโทษครับ คุณเป็นญาติของผู้ป่วยคางิโมโตะหรือเปล่าครับ” เสียงหนึ่งเรียกสติของชินยะให้กลับคืนมา เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้น เบื้องหน้าคือนายแพทย์ในชุดเสื้อกาวน์ดูน่าภูมิฐาน “ผมเป็นคนรู้จัก จะเรียกว่าญาติก็คงไม่ผิด” ชินยะตอบ “ถ้างั้นขอเวลาสักครู่ได้ไหมครับ เกี่ยวกับอาการของคนไข้ ผมหวังว่าคุณคงจะติดต่อกับญาติผู้ป่วยได้ เพราะดูเหมือนว่าอาการของเขาจะร้ายแรงขึ้นทุกที” “ครับ ผมก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น” “ถ้างั้นเชิญทางนี้” ชินยะเดินตามแพทย์ผู้นั้นไป เวลาผ่านไปนานชินยะยังไม่มีท่าทีว่าจะกลับมาทำให้เคตะรู้สึกกังวล ในเวลานี้เขาไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับอากิระเลยสักนิด เขาน่ะเป็นคนเลวเสียยิ่งกว่าคนเลวเสียอีกใช่ไหม…เขาไม่ห่วงว่าอากิระจะเป็นหรือว่าตาย สิ่งเดียวที่อยู่ในห้วงความคิดของเคตะก็คือชินยะยังคงรักเขาอยู่หรือเปล่า สิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงให้เขามีชีวิตอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ ให้เขาตายดีกว่าที่จะยอมเสียชินยะไป… พระเจ้าให้ผมตายเสียพันครั้งหมื่นครั้งก็ได้ หากว่าชาตินี้ชินจังจะอยู่เคียงข้างผม สายตาคู่นั้นจะมองเพียงแต่ผม ผมยอมเป็นคนบาปจะให้ลงนรกเสียอีกกี่ครั้งก็ได้ …ขอเพียงหัวใจดวงนั้นจะรักผมบ้างสักนิด ไม่สิแม้ว่าเขาจะไม่รักผมเลยแม้เพียงเศษเสี้ยวของหัวใจดวงนั้นผมก็ยินดี หากเขาจะยอมอยู่เคียงข้าง ขอเพียงแค่ยืนหายใจข้าง ๆ ผมก็พอ ได้ไหมครับ..พระเจ้า ท่านเป็นคนพิเศษ ท่านให้พรผมได้ไหม เคตะหลับตาลงน้ำตาของเขายังคงไหลไม่หยุด ภาพข้างหน้าเบลอจนมองไม่เห็นอะไร…เสียงเปิดประตูเบาร่างของใครคนหนึ่งเดินกลับเข้ามา “ชินจัง!” เคตะเช็ดน้ำตา เขาอยากจะโผเข้าไปกอดชินยะถ้าทำได้ “ชินจังเขา…” “เคตะ ฉันมีเรื่องจะพูดด้วย ช่วยฟังได้ไหม” ชินยะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง สีหน้าของเขาเคร่งเครียด น้ำเสียงของชินยะทำให้เคตะรู้ดีว่าสิ่งที่ชินยะกำลังจะพูดนั้นมันคือเรื่องอะไร เพียงแต่ว่าเขาไม่ต้องการรับรู้ ไม่อยากที่จะรับฟัง “แอปเปิ้ลอร่อยนะชินจัง กินไหม…เหลือตั้งเยอะแยะเลยนะ ส้มก็ด้วยหวานนะกินไหมเดี๋ยวเขาป้อนให้นะ” เคตะทำเหมือนไม่ยอมที่จะรับรู้อะไรทั้งสิ้น “เคตะ ฉันจริงจังนะ” ชินยะ มองเคตะพลางถอนหายใจ “นี่นะ เมื่อวานตอนชินจังกลับไปแล้วน่ะ อาจารย์มาเยี่ยมด้วยล่ะ นี่ไงของเยี่ยมคุกกี้แบบที่ชินจังชอบไงล่ะ เขาเหลือไว้ให้ชินจังไม่ได้กินไปเลยนะ เขารู้ว่าชินจังชอบคุกกี้เจ้านี้ที่สุด” “เคตะฟังฉันนะ” “ไม่ฟัง ไม่อยากรับฟัง… เค้าไม่ฟังอะไรทั้งนั้น” เคตะปิดหูตัวเองแล้วก็นอนคลุมโปงไปทั้งอย่างนั้น “เคตะ ฉันกับนาย เรา…” “กลับไปซะ เค้าไม่อยากคุยกับชินจังตอนนี้ เค้าไม่ฟังอะไรทั้งนั้น เค้าไม่อยากรับรู้ ไม่ว่าชินจังจะพูดอะไรให้ฟังตอนนี้หรือว่าตอนไหน ถ้าหากว่าชินจังจะบอกเรื่องอะไรที่สำคัญสำหรับชินจังแต่ไม่ใช่กับเค้า กลับไปซะ ไม่ฟังได้ยินไหม ว่าไม่ฟัง” เคตะตะโกนเสียงดัง เขาร้องไห้ออกมามาก มันสุดที่จะทนแล้ว ทำไมกันนะทั้ง ๆ ที่เขารู้สึกว่าหัวใจของเขากับชินจังใกล้กันนิดเดียวเท่านั้นเอง แต่ตอนนี้กลับดูเหมือนว่าชินจังไกลห่างออกไปทุกที ห่างออกไปจนเขาสัมผัสไม่ถึง “อย่าทำตัวเป็นคนไม่มีเหตุผลแบบนี้สิเคตะ มันไม่น่ารักเลยนะ” ชินยะพูดขึ้น แต่เคตะก็ได้แต่ร้องไห้ไม่หยุดอยู่อย่างนั้น “เค้าก็เป็นแบบนี้แหละ เค้าไม่มีเหตุผลงั้นเหรอ ไม่มีเหตุผลจริง ๆ งั้นเหรอ ชินจังนั่นแหละ ไม่เข้าใจอะไรเลย ไม่เข้าใจเค้าเลยใช่ไหม…ชินจังไม่เคยรู้เลยใช่ไหมว่าเค้ารอชินจังมานานแค่ไหน รอนานแค่ไหนที่จะให้ชินจังลืมเรื่องของคน ๆ นั้นเพื่อให้ชินจังรักเค้าได้อย่างเต็มหัวใจ เค้ากังวลมาตลอดนะ กังวลว่าชินจังจะไม่รัก เค้าพยายามทำทุกอย่างเพื่อชินจัง เพื่อให้ชินจังรัก เพราะอย่างนั้นเค้าถึงได้ถามชินจังทุกครั้งที่เราเจอกันว่า ชินจังรักเค้าหรือเปล่า รักเค้าไหม รักเค้าแค่ไหน” เคตะพูดเสียงสะอื้น ชินยะได้แต่นิ่ง “ชินจังไม่ต้องรักเค้าก็ได้ ถ้าหากว่าหัวใจของชินจังไม่มีที่ว่างแล้ว เพียงแค่ชินจังคอยอยู่ข้าง ๆ เค้าได้ไหม แค่ชินจังไม่หนีเค้าไปไหน…แค่ยืนหายใจอยู่ข้าง ๆ แล้วคอยยิ้มให้เค้า แค่นี้เค้าก็พอใจแล้ว ไม่ต้องรักเค้าก็ได้ ไม่ต้องรักเค้าจริง ๆ นะ” “เคตะฉัน…” “ไม่ต้องพูดแล้ว เค้ารู้ว่าชินจังกำลังจะบอกอะไรเค้า จะให้เค้ายิ้มได้เหรอ จะให้เค้าบอกว่าเค้าไม่เสียใจ เค้าไม่เป็นไรงั้นเหรอ เค้าไม่เข้มแข็งพอหรอกนะ ถ้าไม่มีชินจัง…ชีวิตของเค้าก็ไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้วล่ะ เค้าไม่มีสิ่งที่อยากได้ อยากทำหรือความฝันอีกต่อไปแล้ว แค่ให้เค้ายืนอยู่ข้างชินจัง เดินเคียงข้างชินจังเท่านั้นก็ไม่ได้งั้นเหรอ ชีวิตเค้าขอแค่นี้จริง ๆ ชินจังให้เค้าไม่ได้เหรอ” “ฉัน…” “เค้าขอโทษ เค้าจะไม่ทำให้ชินจังต้องลำบากใจอีกต่อไปแล้ว เค้าจะยอมปล่อยมือจากชินจัง แต่เค้าขอร้องได้ไหม ให้เสี้ยวหนึ่งในใจของชินจังไม่ลืมเค้า ได้ไหม เค้าขอแค่นี้” เคตะพูดราวกับอ้อนวอน “ฉันจะไม่ลืมนาย ไม่ลืมความรักของนาย …เคตะ” ชินยะพูดด้วยเสียงราบเรียบ เป็นเสียงที่เคตะคิดว่ามันช่างเบาราวกับสายลมที่พัดผ่าน ภาพของชินยะที่เดินหันหลังกลับไปทำให้เคตะหยุดน้ำตาของตัวเองไม่ได้ มันไหลออกมามากราวกับว่าหากถ้าเขาร้องไห้ให้สุด ๆ ไปแล้วเขาจะไม่มีน้ำตาไหลออกมาเสียใจอีกต่อไป “ชินจังฉันขอโทษ เหตุผลของการมีชีวิตอยู่เค้าน่ะไม่มีอีกแล้วนะ เพราะว่าไม่มีความรักของชินจังคอยหล่อเลี้ยงหัวใจของเค้าแล้ว เพราะอย่างนั้นเค้าก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกแล้ว ชินจังอย่าลืมเค้านะ อย่าลืมความรักของเค้า แค่เศษเสี้ยวหนึ่งของหัวใจชินจังขอให้เค้าได้อยู่ตรงนั้นได้ไหม” เคตะพูดพึมพำกับตัวเองเบา ๆ มีดปอกผลไม้ที่อยู่วางอยู่บนลิ้นชักวางของนั้นวาววับจนทำให้เขาอดที่จะหยิบมันขึ้นมาไม่ได้ โลหะเย็นสัมผัสผิวเนื้อ เคตะกดมันลงลึกเป็นทางยาวแล้วเลือดสีแดงฉานก็ไหลออกมามาก เขาปล่อยให้มันไหลอยู่อย่างนั้น มันไม่เจ็บสักนิดเดียวเลย ไม่เจ็บเลยจริง ๆ นะชินจัง ชินยะเดินผ่านหน้าห้องไอซียู เขาหยุดยืนอยู่ที่ตรงนั้น ที่นั่นอากิระกำลังต่อสู้สุดกำลัง แล้วนางพยาบาลร่างเล็กก็วิ่งกระหืบกระหอบเข้ามาหาเขา “คุณคะ..คุณ คุณเป็นญาติของฟุรุยะ เคตะหรือเปล่าคะ” เสียงของนางพยาบาลสั่น อาจจะเป็นเพราะหอบที่วิ่งมาไกล สีหน้าเธอดูไม่สู้ดีเลยสักนิด ชินยะได้แต่พยักหน้าน้อย ๆ “เขาฆ่าตัวตาย! แต่ว่า…” ประโยคยังไม่จบ เสี้ยววินาทีนั้นเหมือนโลกหยุดหมุนเลยทีเดียว ชินยะวิ่งตรงกลับไปที่ห้องสุดฝีเท้า เขาพบเพียงแค่กองเลือดสีแดงกองหนึ่งเท่านั้น บนเตียงเปรอะเปื้อนไปด้วยกลิ่นของเลือด ผ้าปูที่นอนถูกย้อมเป็นสีแดงสด “เคตะ..เคตะ! นายอยู่ที่ไหน” ชินยะร้องดังอย่างบ้าคลั่ง เขาวิ่งไปทุกที่ ถามนางพยาบาลและแพทย์ทุกคนที่พบ แต่ก็ไม่มีวี่แววของเคตะเลยสักนิด ทำไม…ทำไมมันถึงต้องเป็นอย่างนี้ด้วย นี่พระเจ้ากำลังลงโทษผมอยู่ใช่ไหม จะให้ผมตายเป็นร้อยเป็นพันครั้งก็ได้ แต่อย่าได้ทำร้ายคนรอบ ๆ ตัวผมอีกเลย ได้ไหม…ได้โปรดฟังคำขอร้องนี้ ได้โปรด แลกกับชีวิตของผมก็ได้ ให้คนทั้งสองได้มีความสุข ให้คนทั้งสองต้องไม่เจ็บปวดอีก ขอแค่นี้ ขอแค่นี้จริง ๆ ชินยะเดินกลับมาที่ห้องพักของคนทั้งสองอย่างช้า ๆ สภาพของเขาไม่ต่างจากคนไร้วิญญาณเลยสักนิด เคตะฆ่าตัวตาย อากิระโรคหัวใจกำเริบ ไม่มีอะไรที่เขาจะทำให้คนที่เขารักทั้งสองคนได้เลย ไม่มีทางเลือกไหนเลยใช่ไหม ที่ทำให้ทุกคนไม่ต้องเจ็บปวด ทันทีที่เปิดประตูห้องเข้าไป ชินยะก็พบว่าเคตะนอนไม่รู้สึกตัว ข้อมือด้านซ้ายมีผ้าพันแผลพันไว้โดยรอบ เขาลูบผมเคตะเบา ๆ “เคตะ ฉันทำร้ายนาย ฉันเองที่ผิด …ขอโทษนะ” ชินยะนั่งอยู่ตรงนั้น ข้าง ๆ เคตะ เขารู้ดีว่าเคตะไม่เป็นอะไรและจะต้องฟื้นอย่างแน่นอน ฉันเองสินะปีศาจร้าย…คนที่ทำร้ายทั้งชีวิตและหัวใจของนาย ขอโทษนะ แม้คำพูดนี้จะไม่สามารถช่วยอะไรได้ แต่ฉันอยากพูดคำ ๆ นี้อย่างจริงใจ แม้จะอีกกี่ร้อยกี่พันครั้งก็ตาม คุณเคยรู้สึกแปลกใจไหม บางอย่างไม่เป็นอย่างที่เราหวัง ฝนกำลังตก เสียงของมันฟังดูคล้ายกับว่าเทวดากำลังร้องไห้ เทวดามีอยู่จริงหรือเปล่านะ ชินยะเดินผ่านท่ามกลางสายฝนที่กำลังโหมกระหน่ำ ร่างของเขาเย็นจัด แต่ดูเหมือนตัวเขาเองจะไม่รู้สึกสักนิด ความคิดที่ตีกันสับสนวุ่นวายในสมองกำลังทำให้เขากลายเป็นบ้า ขาทั้งคู่พาร่างของเขามาหยุดอยู่ที่หน้าคอนโดของฮิโรกิ นี่…เขามาที่นี่ทำไมนะ ตอนนี้เขาน่าจะอยู่กับเคตะไม่ใช่หรือไง หรือว่า… แล้วความคิดของชินยะก็ต้องสะดุดลง เมื่อมือใหญ่วางลงบนบ่าทั้งสองข้างของเขา “ไง ชินยะ นายเนี่ยนะ…จะฆ่าตัวตายหรือไง เดินตากฝนแบบนี้ ระวังเถอะปอดจะบวมเอา” ฮิโรกิสวดยาว แล้วเขาก็ลากชินยะขึ้นไปที่ชั้นสิบสามห้องของเขา “เอ้า ผ้าขนหนู รีบ ๆ เข้าไปอาบน้ำ ทำตัวให้อุ่นเดี๋ยวนี้เลยนะ” ฮิโรกิว่า เขาสั่งชินยะเหมือนกับแม่ไม่มีผิด ชินยะนั้นได้แต่เหม่อลอยแต่เมื่อถูกลากเข้าห้องน้ำถึงได้รู้สึกตัว “อย่าไปนั่งหลับในห้องน้ำนะ” ฮิโรกิว่า พลางปิดประตูลง …เฮ้อ! หมอนี่ทำตัวให้น่าห่วงได้ทุกทีสิน่า เพราะอย่างนี้ฉันถึงปล่อยนายไปไม่ได้ เพราะว่าฉันเอง…มีความลับที่ไม่อาจบอกนายและมันคงจะเป็นความลับตราบเท่าที่ฉันยังคงมีลมหายใจ คนที่อยู่ข้าง ๆ นายไม่จำเป็นต้องเป็นฉันก็ได้ ขอแค่นายมีความสุข…แค่นั้นจริง ๆ ครึ่งชั่วโมงผ่านไป… “ไอ้ชิน แกตายอยู่ในนั้นแล้วเหรอไง ออกมาได้แล้ว” ฮิโรกิตะโกนดัง แล้วร่างของเจ้าของชื่อก็เปิดประตูออกมา ท่าทางชินยะยังคงซังกะตายไม่ต่างจากก่อนหน้านี้อยู่เหมือนเดิม “ยิ้มหน่อยสิ ทำตัวอย่างกับว่าโลกจะแตกให้ได้ซะอย่างงั้นล่ะ” ฮิโรกิว่าพลางเช็ดผมให้ชินยะ “เคตะ เขา…เขาฆ่าตัวตาย” ชินยะโพล่งออกมา ฮิโรกิถึงกับช็อกทำอะไรไม่ถูก “นายว่าไงนะ!” “เขาฆ่าตัวตาย เพราะฉันเอง…ฉันมันปีศาจใช่ไหม ฉันเกลียดตัวเองที่เป็นคนแบบนี้ ฉันเลือกไม่ได้ ไม่ว่ายังไงก็ตาม หัวใจของฉันเลือกที่จะอยู่กับอากิระและทิ้งเคตะไว้ในความมืดเบื้องหลัง นั่นมันแย่ใช่ไหม ฉันมัน…” ชินยะก้มหน้าลงน้ำตาของเขาไหลออกมา ฮิโรกินั้นไม่อาจหาคำพูดใดมาปลอบใจเพื่อนรักในตอนนี้ได้ เขานึกไม่ถึงเหมือนกันว่ารุ่นน้องที่น่ารักคนนั้น รักชินยะมากมายถึงเพียงนี้ …ความรักที่ต้องการครอบครอง ต้องการให้เป็นของตัวเองนั้นช่างน่าเศร้านัก “ชินยะ…” “ฮิโรกิไม่ต้องพูดอะไร ฉันไม่ได้ต้องการให้นายทุกข์ร้อนไปกับเรื่องของฉันหรอกนะ ฉันมาที่นี่แค่เพียงอยากเล่าให้นายฟัง ฉันมีหนทางของฉัน…นายแค่เพียงรับฟังได้ไหม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม นายเป็นคนที่ฉันเชื่อใจที่สุด ถ้าหากเป็นนายคงสามารถดูแลพวกเขาได้ ช่วยฉันดูแลพวกเขาได้ใช่ไหม” “นายจะไปไหน จะทิ้งพวกเขาไปไหนอีกชินยะ” ฮิโรกิถามขึ้น ชินยะได้แต่ยิ้มเศร้า ๆ “เปล่า ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่พูดเอาไว้ เผื่อว่าฉันอาจจะโชคไม่ดี ถ้าหากพระเจ้าได้ทำร้ายผู้คนรอบ ๆ ข้างของฉันเสียหมดแล้ว ตัวฉันอาจจะเป็นคนต่อไปก็ได้ ไม่มีความหมายอะไรหรอกนะ ฉันไม่โง่หรอกน่า นายก็รู้ดีนี่นา” “นั่นสินะ” “นี่ฝนก็ซาแล้ว ฉันคงต้องกลับก่อน เรื่องของเคตะน่ะฉันไม่ได้ห่วงอะไรแล้ว แต่อากิระนี่สิ …เขาต้องผ่าตัด หัวใจของเขาอ่อนแอลงเรื่อย ๆ นั่นก็เป็นเพราะฉันเอง อย่างน้อยฉันก็อยากจะทำอะไรให้เขาบ้าง ในเมื่อฉันไม่อาจปล่อยมือจากเคตะได้ ขอฉันกลับไปจัดการเรื่องราวต่าง ๆ ที่ฉันเป็นคนสร้างมันขึ้นมาก่อนนะ แล้วเจอกัน” ชินยะพูดขึ้น แล้วเขาก็เดินออกจากห้องไป “ขอบใจนะฮิโรกิ” “ไม่เป็นไร ยินดีเสมอ” แล้วประตูก็ถูกปิดลง ฮิโรกิได้แต่นั่งกุมขมับอยู่ตรงนั้น -------------------------------- “เขาต้องผ่าตัดด่วน อาจจะผลัดไปได้สักสองสามอาทิตย์ ถ้าคุณติดต่อญาติผู้ป่วยได้ล่ะก็ช่วยบอกผมด้วยนะ” คำพูดของนายแพทย์ยังคงก้องอยู่ในสมองของชินยะ หัวใจของอากิระอ่อนแองั้นเหรอ สิ่งที่จะช่วยได้มีเพียงหัวใจที่เข้มแข็งเท่านั้น แล้วถ้าเกิดว่า… มันก็คงต้องเป็นเช่นนี้ใช่ไหม -------------------------------- ชินยะกลับไปที่ห้องไอซียูอีกครั้ง แต่อากิระก็ไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้นแล้ว เขาเดินกลับไปที่ห้องพักของเคตะ บนเตียงมีเพียงความว่างเปล่า…เคตะยังคงนอนอยู่ที่นั่นและดูเหมือนว่าจะไม่รับรู้ถึงการมาของเขา คงอยู่ที่นั่นสินะ ที่ที่นายเหม่อมองหาดวงดาว ดวงดาวที่สักวันหนึ่งนายบอกกับฉันว่าจะกลายเป็นชื่อของนาย “มาอยู่ที่นี่อีกแล้วนะ อากิระ” ชินยะเอ่ยขึ้น เมื่อมองเห็นคนที่เหมือนจะหายป่วยนอนราบตัวลงไปกับพื้นซีเมนต์มองเหม่อขึ้นไปบนฟ้าคราม “ตามมาทำไม” “เพราะว่านายป่วยอยู่ ฉันถึงได้อยากคอยดูแล” ชินยะว่า “งั้นเหรอ ไปดูแลคนของนายเถอะ เขาน่าสงสารนะ ส่วนฉันน่ะเข้มแข็ง” “นายรู้ดีว่าหัวใจของฉันมีใครอยู่ ทำไมนายถึงไม่รับฟังมันล่ะ ทั้ง ๆ ที่นายรู้” “เพราะว่าหัวใจของนายทำให้ฉันเจ็บปวด ยิ่งเราใกล้กันเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งทรมานมากเท่านั้น ฉันเองไม่อยากที่จะเป็นคนทำร้ายทั้งนายและเคตะ ฉันน่ะไม่อยากจะได้ชื่อว่าเป็นแมวขโมยของ ๆ ใครหรอกนะ” “แล้วถ้าหากว่าฉันจะมอบหัวใจดวงนี้ให้กับนายล่ะ นายจะยอมรับมันหรือเปล่า” “ฉันยินดี แต่ในความเป็นจริง ความเป็นจริงที่ฉันและนายต้องเผชิญกับมันนั้น…นายเข้าใจไหมล่ะว่ามันเป็นไปไม่ได้ นายปล่อยมือเขาไม่ได้ และเขาก็ขาดนายไม่ได้เช่นกัน เขาอ่อนแอกว่าฉัน ฉันน่ะเข้มแข็งนะ เพราะอย่างนั้นในวันนั้นฉันถึงได้ปล่อยมือนายไป เราทั้งสองจะได้ไม่เจ็บปวด แต่สิ่งที่ฉันทำไปดูเหมือนว่ามันจะไร้ความหมาย ฉันไม่อาจหลอกหัวใจของตัวเองได้ ฉันดีใจที่เราได้พบกันอีกครั้ง แล้วฉันก็เสียใจจริง ๆ กับการพบกันอีกครั้งของเรา ถ้าหากเพียงแต่ฉันเข้มแข็งกว่านี้ คงจะไม่มีใครเจ็บปวด” อากิระพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย เขาอยากจะร้องไห้ออกมาตรงนี้ แต่นั่นอาจจะทำให้ชินยะทำใจลำบากกว่าเดิม เขาจึงต้องอดกลั้นเอาไว้ “ถึงแม้ความจริงจะเป็นเช่นนั้น แต่ฉันก็ยินดีที่จะมอบหัวใจของฉันให้กับนาย หัวใจของฉันเป็นของนายนะอากิระ นายอย่าลืมเสียล่ะ แม้ว่าฉันไม่อาจจะอยู่เคียงข้างนายได้ แต่ความรักของฉันที่ให้กับนายไว้ก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไป ไม่มีวัน” “อย่าได้พูดคำพูดที่สวยหรู หรืออ่อนโยนให้ฉันฟังอีกเลยนะ นายกำลังทำให้ฉันเจ็บปวดและทรมานยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ” อากิระเอ่ยขึ้น เขาแหงนมองหน้าชินยะ “ฉันพูดความจริง แล้วนายจะได้รู้” ชินยะพูดทิ้งท้ายไว้เช่นนั้น แล้วเขาก็เดินจากไป ปล่อยให้อากิระเหม่อมองฟ้าอยู่ที่ตรงนั้น …ความจริงงั้นเหรอ ที่นายพูดมันคืออะไรกันนะ อย่าได้หลอกฉันอีกเลย ฉันเจ็บมามากพอแล้ว แต่หัวใจที่บอบช้ำของฉันก็ไม่เคยเปลี่ยน มันไม่เคยจดจำความเจ็บปวด เพราะอะไรกันนะ “รุ่นพี่ วันนี้อากิจังผ่าตัดฮะ” เคตะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหงอย ๆ “รู้แล้วล่ะ แอปเปิ้ลไหมเคตะ” ฮิโรกิยื่นแอปเปิ้ลรูปกระต่ายให้กับเคตะ แต่อีกฝ่ายกลับส่ายหน้าน้อย ๆ “ผมทานไม่ลงหรอก ชินจังวันนี้ก็ไม่มาอีกเหรอฮะ” “อืม เพราะอย่างนั้นเขาถึงบอกให้ฉันมาดูเคตะไงล่ะ” ฮิโรกิยิ้มให้ เคตะได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ นี่มันก็ตั้งกี่วันแล้วนะ ห้า หก เจ็ด แปดวันแล้วสินะ ชินจังน่ะยิ้มให้กับเขาในวันนั้น วันที่เขาทิ้งชีวิตของตัวเองไปแล้ว …วันที่เขาคิดว่าโลกหยุดหมุน “เคตะ ไม่ทานหน่อยเหรอ เดี๋ยวไอ้ชินมันก็มาโวยวายฉันแน่ ๆ ถ้ามันเห็นว่าฉันดูแลเธอไม่ดีพอเท่ากับที่มันเคยทำ” ฮิโรกิยื่นแอปเปิ้ลให้เคตะ “ผมไม่หิวฮะ เป็นห่วงทั้งชินจัง ทั้งอากิจัง ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงได้รู้สึกใจหายแบบนี้” เคตะพูดขึ้น ฮิโรกิเงียบ แว่บหนึ่งในแววตาคู่นั้นดูเหมือนกับว่ากำลังร้องไห้ “กินซะหน่อยนะ เจ้าชินน่ะมันต้องไม่สบายใจแน่ ๆ ถ้าเธอดื้อแบบนี้ คนที่จะโดนเอ็ดน่ะคือฉันนะเคตะ ไม่ใช่เธอ” “ก็ได้ฮะ” เคตะรับแอปเปิ้ลมากัดคำหนึ่ง แล้วก็เหม่อออกไปนอกหน้าต่าง ทำไมเขาถึงรู้สึกแบบนี้นะ ความรู้สึกที่เหมือนกับว่าได้สูญเสียอะไรไปบางอย่าง ความรักงั้นเหรอ ไม่ใช่หรอก…เขามีพร้อม มากเกินไปเสียด้วยซ้ำ แล้วมันอะไรกันนะ สิบสองชั่วโมงผ่านไป… การผ่าตัดเป็นไปอย่างเรียบร้อย ฮิโรกิแอบแว่บไปถามแพทย์เรื่องของอากิระ แพทย์ผู้ดูแล อากิระบอกกับเขาว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะว่าพวกเขาได้หัวใจที่แข็งแรงมาเปลี่ยนให้อากิระแล้ว คำพูดทำให้ ฮิโรกิอดที่ใจหายไม่ได้ แม้ว่าเขาจะรู้ ทั้ง ๆ ที่รู้เป็นคนแรกก็ไม่อาจจะพูดหรือเอ่ยคำใดออกมาได้ หัวใจที่แข็งแรงดวงนั้น มันเป็นของใครกันล่ะ อากิระกลับห้องพักฟื้นได้ในอีกสองวันต่อมา เขาดูแข็งแรงขึ้นได้อย่างชัดเจน อาการหอบเหนื่อยง่ายก็หายไปแล้ว “ยินดีด้วยนะ คางืโมโตะคุง อีกไม่นานนายก็คงจะออกจากโรงพยาบาลได้แล้วใช่ไหม สองปีที่ผ่านมานั่นยอดเยี่ยมไปเลยนะ ที่ปิดเจ้าชินได้อย่างสนิทใจอย่างนั้น” ฮิโรกิเอ่ย เขายื่นช่อดอกลิลลี่สีขาวให้กับ อากิระ “ของ ๆ นายงั้นเหรอ ฉันได้มาก็ไม่ดีใจหรอกนะ” อากิระยังคงพูดด้วยน้ำเสียงอวดดีเหมือนเคยเพียงครั้งนี้มันไม่ได้ทำให้ฮิโรกิรู้สึกหงุดหงิด “ไม่ใช่ของฉันหรอก ของเจ้าชินมันฝากมาให้น่ะ มันจำได้ว่านายชอบอะไรนะ” “งั้นเหรอ” อากิระรีบดึงช่อดอกลิลลี่ช่อนั้นเข้ามาแนบกับอก หัวใจของเขาเต้นระรัว มันพองโตด้วยความดีใจ รอยยิ้มหวานเปื้อนมุมปาก “แล้วทำไมเขาต้องให้นายเอามาให้ฉันด้วยล่ะ มาเองก็ได้นี่นา วันผ่าตัดก็ไม่มาให้กำลังใจ วันนี้ก็อีก เพราะว่าเขาทำไม่ได้ใช่ไหมล่ะ นั่นสินะ…เขาปล่อยมือจากเคตะไม่ได้ เพราะว่าเคตะน่ะอ่อนแอ ส่วนฉันน่ะแข็งแรง ฝากไปบอกเขาด้วยล่ะว่า ฉันน่ะแข็งแรง ฉันยืนอยู่ได้แม้ว่าจะไม่มีเขา ฉันยินดีอย่างจริงใจหากคน ๆ นั้นที่มาแทนที่ฉันคือ “อืม… คือว่านะ” ฮิโรกิอึก ๆ อัก ๆ “อะไรงั้นเหรอ” อากิระที่ปกติไม่อยากจะเสวนากับฮิโรกินักถามขึ้น เพราะมันน่าแปลกใจ คน ๆ นี้ปกติจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัด อาการแบบนี้น่าแปลก ดูมีพิรุธ “ชินยะน่ะ…เขาบอกกับนายใช่ไหมว่าเขายินดีมอบหัวใจให้กับนาย หัวใจของเขาเป็นของนาย และมันจะไม่มีวันเปลี่ยน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม” “นายรู้ได้ยังไง” “นั่นก็เพราะว่า…หัวใจของชินยะเป็นของนาย” ฮิโรกิพูดขึ้น เสียงของเขาสั่น “นายพูดอะไรน่ะ ฉันไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจสักนิด ใช่! เขาเคยพูด เขาพูดอย่างนั้น แต่มันจะมีความหมายอะไรกันล่ะ…ในเมื่อคนที่เขาเลือกไม่ใช่ฉัน” “แต่หัวใจของเขาก็เป็นของนาย คางิโมโตะนายไม่เข้าใจอีกหรือยังไงเล่า ชินยะน่ะ เขาเลือกที่จะมอบทั้งวิญญาณ ความรัก และชีวิตให้นายไปแล้ว ถ้าไม่อย่างนั้นนายคงไม่มีวันได้มายืนอยู่ที่ตรงนี้ หัวใจของเขาน่ะอยู่ในร่างกายของนาย หัวใจของชินยะน่ะเป็นของนาย!” คำพูดของฮิโรกิ ทำให้ทุกอย่างกระจ่างอากิระถึงกับทรุดลงบนเตียง เคตะที่เปิดประตูเข้าห้องมาถึงกับหลั่งน้ำตาลงมาไม่หยุด “ไม่จริงใช่ไหม! บอกฉันสิว่าเขา…เขาคงไม่” อากิระพูดเสียงเครือน้ำตาของเขาไหลไม่หยุด หัวใจดวงนี้น่ะหรือ หัวใจของนาย เขากุมหน้าอกด้านซ้ายแน่น “รุ่นพี่ ชินจังน่ะ…ชินจังน่ะ โกหกใช่ไหม นี่มันเรื่องอะไร รุ่นพี่บอกผมสิ” “เขาบอกว่ามันเป็นทางเลือกเดียวเท่านั้นที่จะไม่ทำให้ทุกคนต้องเสียใจ ถ้าหากไม่มีเขา เรื่องก็คงจะไม่ต้องจบแบบนี้ เขาบอกว่าเขาไม่อาจปล่อยมือจากใครคนใดคนหนึ่งได้ เพราะอย่างนั้นเขาถึงได้พยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อพวกนาย เขาอยากให้พวกนายมีชีวิตอยู่ต่อไป สำหรับอากิระ…นายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเขา เขาไม่ต้องการสูญเสียนายไป เพราะอย่างนั้นเขาถึงได้มอบความรักครั้งสุดท้ายให้กับนาย สำหรับเคตะ เขาไม่อาจปล่อยนายทิ้งเอาไว้ได้ในโลกมืดนี้ เขาถึงได้ให้ฉันดูแลนายแทนส่วนของเขา” ฮิโรกิพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ตัวเขาเองนั้นอยากที่จะร้องไห้ เพราะเขาเป็นเพียงคนเดียวที่ได้มองภาพของชินยะ ภาพสุดท้ายของชีวิตที่จากไป … “เมื่อไหร่ เขาจากไปเมื่อไหร่” อากิระกลั้นน้ำตาเอาไว้ “วันที่ฝนตก วันนั้นวันที่เขาบอกนาย …เขาพูดใช่ไหมว่า แม้ไม่อาจอยู่เคียงข้างนายได้ แต่ความรักที่เขามีให้กับนายมันจะไม่มีวันเปลี่ยน…ไม่มีวัน” “ใช่! ทำไมกันนะ คนโง่…คนโง่ ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย” “ชินจัง…” เสียงสะอื้นดัง ในห้องที่เงียบกริบสายลมที่พัดผ่านเข้ามาอบอุ่น ราวกับคำบอกรักของใครบางคน เหมือนจะปลอบให้ทุกคนไม่ต้องเสียใจในสิ่งที่เขาเลือก ‘ฉันรักนายนะ อากิระ’ เสียงของสายลมบอกเช่นนั้น ทั้งห้องยังคงเงียบกริบเพียงเสียงสะอื้นเท่านั้นที่ได้ยิน น้ำตาของคนที่รักยังคงหลั่งไม่หยุด ถึงคนทั้งสองที่ฉันรักสุดหัวใจ อากิระ …ฉันเคยบอกใช่ไหมว่า หัวใจของฉันเป็นของนายและฉันจะมอบให้กับนายเท่านั้น แม้ว่านายจะไม่ยินดีแต่ฉันก็ยังอยากที่จะให้ มันเป็นสิ่งเดียวที่แสดงได้ว่าฉันรักนายอย่างใจจริง นายคนเดียวเท่านั้น แม้ว่าฉันไม่อาจอยู่เคียงข้างนายได้และฉันไม่อาจปล่อยมือจากเคตะได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าความรักที่ฉันมีให้กับนายมันน้อยลงไป ฉันผิดไหมที่รักพวกนายทั้งคู่ รักมากเสียจนไม่อาจที่จะเลือกใครได้ สำหรับอากิระนั้นฉันไม่เคยลืม…ไม่มีวันใดที่ฉันจะไม่คิดถึงนาย สำหรับเคตะ ฉันได้แต่กล่าวคำขอโทษเป็นร้อยเป็นพันครั้งฉันก็ยินดี ความรักของนายยิ่งใหญ่นัก ฉันไม่มีวันลืม…นายเปลี่ยนแปลงตัวเองมากมายเพื่อคนโง่ ๆ คนนี้ แต่สิ่งที่ฉันให้นายได้เป็นแค่ความเอ็นดูและสงสาร ที่มันอาจจะกลายเป็นคำว่ารักสำหรับนาย ฉันขอโทษ ฉันเองโง่เกินไป และอ่อนแอเกินกว่าที่จะทำให้ทุกอย่างระหว่างเรากระจ่างขึ้นมา แต่ฉันก็รู้ดีว่าถึงแม้ว่าฉันจะพูดความจริงออกไปนายก็คงไม่รับฟังใช่ไหม ดังนั้นอย่าได้เสียใจในสิ่งที่ฉันเลือก เพราะนี่อาจเป็นทางออกทางเดียวของปัญหา…คนที่เสียใจที่สุดอาจเป็นฉันเอง เพราะฉันมันอ่อนแอ ได้โปรดยกโทษให้คนอ่อนแอที่ไม่เอาไหนอย่างฉัน และจงยิ้มรับกับทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิต ฉันจะเป็นสายลมที่คอยโอบกอดคนทั้งคู่ทุกครั้งที่พวกนายอ่อนแอ ฟังเสียงของสายลมไว้นะ…ฉันจะกระซิบข้างหูกล่าวคำสวัสดีและราตรีสวัสดิ์ ฉันจะเฝ้ามองดูพวกนายทั้งสองอยู่ที่นี่ ความรักของฉันจะโอบกอดพวกนายไม่เปลี่ยน อืมม.. คำขอร้องสุดท้ายของฉันมีเพียงสิ่งเดียวพวกนายช่วยทำให้มันเป็นจริงได้ไหม ได้โปรดมีชีวิตอยู่ต่อไปในส่วนของฉันที ฉันจะดีใจมาก…หวังว่าพวกนายคงไม่ปฎิเสธคำขอร้องของคนโง่อย่างฉันนะ ด้วยรัก, บทสุดท้ายอาจจะไม่สวยงาม THE END... |
(C) 2007,Indy WFL Team, All Rights Reserved.