|
Author : rena
เคยรู้สึกบ้างไหม ชีวิตคืออะไร …แล้วรักล่ะคืออะไร คุณเคยสัมผัสถึงมันบ้างไหม?? คำว่า ‘รัก’ หากว่าจะเอ่ย …มันยากเย็นนักหรืออย่างไร ตัวอักษรที่สะกดล่ะ มันคงไม่ยากเกินไปใช่ไหม แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่มีใครเข้าใจความหมายของมันอยู่ดี แล้วทำไมพวกเราต้องดิ้นรนไปหามันด้วยล่ะ “อากิระมาอยู่นี่เองเหรอ ฉันตามหานายเสียแทบแย่” “นายตามหาฉัน…หรือว่าใครใช้ให้มาตามกันแน่” คู่สนทนาพูดสวนกลับในทันที “พูดถูก เคตะบอกฉันว่านายออกจากห้องไปนานแล้ว เขาเป็นห่วงเลยให้ฉันมาตาม” ชินยะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ทำเอาอีกฝ่ายหน้าได้แต่ก้มหน้างุดพลางกัดริมฝีปากตัวเองแน่น 'ใช่สิ นายไม่เคยเห็นฉันอยู่ในสายตา…แล้วทำไมฉันถึงไม่เลิกซะตอนนี้ เลิกคิดที่จะรักนาย' “กลับกันได้แล้ว ที่นี่ลมแรงประเดี๋ยวนายจะไม่สบายเปล่า ๆ นะ ร่างกายยิ่งอ่อนแออยู่ด้วย” ชินยะว่าพลางกุมมือของอีกฝ่ายแน่นเพราะรู้ดีว่าอากิระนั้นหัวดื้อกว่าที่ใคร ๆ คิด หากมองภายนอกดูเหมือนว่าจะเป็นคนร่าเริงก็จริงแต่ลึก ๆ แล้วเขาเป็นคนที่ขี้เหงายิ่งกว่าใคร ๆ “ทำไมฉันต้องเชื่อนายด้วยล่ะ แล้วฉันก็สบายดีไม่ได้เจ็บป่วยง่าย ๆ อย่างที่นายเข้าใจหรอกนะ” คนสบายดีพูดยังไม่ทันขาดคำก็ไอค่อกแค่กออกมา ทำเอาร่างสูงกว่าอดที่จะหัวเราะไม่ได้ “เห็นไหมพูดก็ไม่ยอมฟัง คนหัวดื้อ” ชินยะว่าพลางหยิกแก้มอากิระเบา ๆ “นายอยากให้ฉันกลับห้องจริง ๆ งั้นเหรอ” “อืม” “จูบฉันสิ แล้วฉันจะยอมทุกอย่างเลย” อากิระว่าพลางหลับตาอีกฝ่ายทำหน้างง ๆ แต่ก็ยอมประทับริมฝีปากนิ่มลงบนแก้มขาวที่เย็นจัดนั่น “ไม่ใช่ที่แก้ม…ตรงนี้ต่างหากล่ะ” อากิระชี้ไปที่ริมฝีปากของตัวเอง ชินยะลังเลอยู่นาน “ก็ได้ถ้านายต้องการอย่างนั้น” ชินยะว่าแล้วเขาก็จูบลงบนริมฝีปากแดงฉ่ำราวกับลูกเชอร์รี่ของร่างที่เล็กกว่า อากิระได้แต่เบิกตากว้างเพราะไม่คิดว่าชินยะจะกล้าทำจริง ๆ “นายพอใจแล้วใช่ไหม ถ้างั้นก็กลับกันเถอะ” ชินยะกุมมืออากิระแน่น ทั้งคู่เดินเคียงกันจากดาดฟ้ากว้างของโรงพยาบาลจนมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องวีไอพี ข้างหน้าประตูปรากฎชื่อของ ฟุรุยะ เคตะ และ คางิโมโตะ อากิระ ทันทีที่เปิดประตูห้องเข้าไปชินยะก็ปล่อยมืออากิระทันทีแล้วเดินนำหน้าไปทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น 'ชินยะทั้งที่รู้ว่าฉันมองนายด้วยสายตาแบบนี้ แต่นายก็ทำเหมือนกับว่ามันไม่มีอะไร ไม่มีความหมายอะไร นายทำแบบนี้ได้ยังไงกันนะ…ทำไมต้องมาทำเป็นใจดีกับคนนิสัยเสียอย่างฉันด้วย เพราะว่าฉัน ฉัน…' “อากิจัง…กลับมาแล้วเหรอ นายหายไปไหนตั้งนาน รู้ไหมว่าฉันเป็นห่วงแทบแย่” เสียงแหลมปรี๊ดของเด็กหนุ่มเตียงข้าง ๆ ดังขึ้น “ฉันไม่เป็นไรหรอกน่า” อากิระว่า แล้วเขาก็พาตัวเองขึ้นไปนอนคลุมโปงบนเตียง “ชินจังเจออากิจังที่ไหนเหรอ” เสียงนั่นยังคงพูดต่อไปเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังเคี้ยวแอปเปิ้ลอยู่เต็มปาก “ดาดฟ้าโรงพยาบาลน่ะ” ชินยะตอบเสียงเรียบ ๆ เขาเหลือบมองไปที่เตียงข้าง ๆ แว่บหนึ่งก่อนจะหันมาตั้งหน้าตั้งตาปอกเปลือกแอปเปิ้ลให้เคตะ “นี่ ๆ อากิจัง…นายไม่หิวเหรอ กินแอปเปิ้ลไหม ชินจังปอกไว้ให้ฉันตั้งเยอะแหนะ” “เคตะ รักษามารยาทหน่อยสิ…เขาคงเหนื่อยปล่อยให้เขานอนไปเถอะ” ชินยะปราม คำพูดของชินยะทำเอาอากิระหยุดน้ำตาที่เอ่อท้นขอบตาที่ร้อนผ่าวไม่ได้ เขาเกลียดที่ต้องอยู่ห้องนี้กับเคตะและชินยะ เกลียดตัวเองที่พยายามทำตัวเหมือนแมวขโมยพยายามแย่งของ ๆ คนอื่น…ทั้ง ๆ ที่คน ๆ นั้นไม่เคยมีใจให้เลยสักนิด เขาคนนั้นอาจจะคิดรังเกียจอยู่ในใจลึก ๆ ก็ได้ เพียงแต่ไม่แสดงออกมา “เค้าขอโทษ” เคตะก้มหน้างุดไม่กล้าสบตาชินยะตรง ๆ “ไม่ได้โกรธสักหน่อยอย่าทำหน้าแบบนั้นสิ แปรงฟันแล้วก็เข้านอนซะนะ…พรุ่งนี้จะมาเยี่ยม” ชินยะลูบหัวเคตะเบา ๆ พร้อมกับเดินออกจากห้องไป “อากิจังนายหลับแล้วจริง ๆ เหรอ…ฉันรู้นะนายยังไม่หลับใช่ไหมล่ะ” เคตะถามขึ้นท่ามกลางความเงียบ “อือ ทำไมเหรอ” “นายว่าชินจังเป็นคนดีหรือเปล่า” “ก็ดี” “แล้วนายว่าชินจังจะชอบฉันบ้างไหม” เคตะถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก “ถ้าเขาไม่ชอบนาย เขาก็คงไม่มาเยี่ยมนายทุกวันหรอก” อากิระกัดฟันตอบ เคตะนายถามฉันแบบนี้ได้ยังไง ทั้งที่นายก็รู้อยู่เต็มอกว่าชินยะรักนายเหลือเกิน สายตาที่เขามองนายเต็มไปด้วยความอ่อนโยน แต่สำหรับฉัน… มันไม่ใช่ และคงไม่มีวันที่เขาจะหันมามองฉัน ฉันมันน่ารังเกียจที่สุด ฉันเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้ ทั้งนายและชินยะอย่าดีกับฉันมากกว่านี้ได้ไหม!! “แต่ว่าชินจังไม่เคยพูดนี่นา” เคตะทำหน้าหงอยลงไป “นายน่ารักแบบนี้ ไม่มีใครที่จะไม่รักนายหรอกนะ…เคตะ” ไม่เหมือนฉันคนที่น่ารังเกียจ คนนิสัยเสีย คนที่ไม่มีใครเหลียวแล…เพราะฉันเป็นแบบนี้ ตัวของฉันเป็นแบบนี้นายถึงไม่เคยมองใช่ไหม?? ชินยะ “ถ้าเป็นจริงก็ดีสิ เพราะชินจังเป็นคนดีเกินไป ไม่เคยพูดไม่เคยบ่นเวลาฉันทำตัวแย่ ๆ อากิจังนายก็รู้ว่าฉันชอบชินจังฝ่ายเดียว แต่สำหรับชินจังฉันไม่เคยรู้เลย…ฉันไม่เคยรู้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่ บางทีที่ชินจังมาเยี่ยมฉันทุกวันแบบนี้ ลึก ๆ ข้างในเขาอาจจะเบื่อก็ได้ เพราะว่าฉัน…ฉัน” แล้วเคตะก็เงียบไป อากิระไม่กล้าที่จะถามอะไรต่อ “ราตรีสวัสดิ์” อากิระพูดเบา ๆ พร้อมกับหลับตาลง เขาพลิกตัวไปมาหลายทีแต่ไม่ว่าจะทำยังไงก็หลับไม่ลง ภาพของเหตุการณ์บนดาดฟ้าโรงพยาบาลยังคงติดตาอยู่ทำให้หัวใจเต้นแรง แล้วภาพของชินยะที่มองเคตะอย่างอ่อนโยนก็ทำให้เขาเจ็บที่หัวใจจนทนแทบไม่ไหว อากิระควานหาขวดยาสีชาพร้อมกับเปิดฝาออก ยาเม็ดเล็กไหลผ่านลำคอลงไปทำให้เขารู้สึกดีขึ้น เด็กหนุ่มกุมหน้าอกแน่นก่อนที่จะคลายลงอย่างช้า ๆ พร้อมกับผล็อยหลับไป ************************* เสียงเคาะประตูดังขึ้นหลายครั้งแต่ก็ไม่มีใครตอบรับ “ฉันเข้าไปนะ” ชินยะว่าพลางเปิดประตูเข้าไป เตียงหนึ่งว่างเปล่า ส่วนอีกเตียงเจ้าของร่างยังคนนอนหลับอยู่ ใบหน้าสวยไม่ขมวดคิ้วเหมือนตอนตื่นเลยสักนิด…ชินยะนั่งลงข้างเตียงเขาจ้องหน้าอากิระที่ยังคงหลับไม่รู้เรื่องอยู่นั่นเอง “อย่าทิ้งฉันนะ…อย่าทิ้งฉัน ทำไมถึงทิ้งฉันไว้คนเดียวล่ะ ทำไมไม่มีใครรักฉันเลย” เสียงของอากิระพูดพึมพำเบาแต่ก็ดังพอที่จะให้คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ได้ยิน น้ำตาไหลอาบแก้มขาวทั้ง ๆ ที่เจ้าของร่างยังคงหลับอยู่ “ฉันอยู่ตรงนี้ ฉันไม่หนีนายไปไหนหรอกนะ ..อากิระ” ชินยะกุมมืออากิระแน่นพร้อมกับจูบลงที่เปลือกตาเบา ๆ “ชินจังมาแล้วเหรอ” เคตะเปิดประตูเข้ามา เขานั่งค้างอยู่บนรถเข็น “เคตะ ฉัน…” “อะไรเหรอชินจัง นี่อากิระยังไม่ตื่นอีกเหรอเนี่ยขี้เซาชะมัดเลย ชินจังมารอนานหรือยัง ขอโทษนะที่ไม่ได้โทรไปบอก เมื่อเช้านางพยาบาลเรียกเค้าให้ไปกายภาพบำบัดแหละ หมอบอกว่าเค้าใกล้หายดีแล้วอีกไม่นานก็จะออกจากโรงพยาบาลได้แล้วล่ะ” เคตะพูดยิ้ม ๆ พร้อมกับเน้นว่าอีกไม่นานก็จะได้ออกจากโรงพยาบาลพลางเหลือบสายตาไปยังอากิระที่ยังคงนอนอยู่ ดวงตาคู่นั้นไม่มีแววตาของมิตรภาพเหลืออยู่อีกเลย “งั้นเหรอ ก็ดีแล้วล่ะ…ฉันเองก็เบื่อที่จะต้องมาโรงพยาบาลทุกวันแล้ว” ชินยะพูดแต่สายตาของเขากลับมองไปที่ร่างของอากิระ “ก็ไม่เห็นแปลกที่ชินจังจะเบื่อ โรงพยาบาลน่ะไม่มีอะไรที่น่าดูนี่นา” เคตะพูดเสียงดัง ชินยะช่วยอุ้มเด็กหนุ่มขึ้นไปนั่งบนเตียง “นั่นสินะ” ชินยะตอบไม่เต็มเสียงเท่าไหร่ “หิวแล้วล่ะ ชินจังป้อนข้าวหน่อยสิ” “ป้อนเหรอ นายโตแล้วไม่อายอากิระเขาหรือยังไงล่ะ” ชินยะแกล้งถาม แต่อีกฝ่ายกลับส่ายหน้ายิก ๆ “ไม่อายหรอก เค้ายอมเป็นเด็กกับชินจังคนเดียวนะ อีกอย่างอากิจังก็รู้ว่าเค้าน่ะรักชินจังนะ” เคตะทำเสียงออดอ้อน บทสนทนาที่เหมือนจะไม่มีความหมายอะไรแต่สำหรับคนที่แกล้งหลับอยู่ที่เตียงข้าง ๆ นั้นแปลความหมายของมันได้ดี เคตะ…นายหวงของของตัวเองก็คงจะไม่ผิด คนที่ไปแย่งเขาต่างหากที่ผิด “ตื่นก็ดีสิ จะได้กินข้าวพร้อมกัน นี่มันเก้าโมงเช้าแล้วนะ…” เด็กหนุ่มพูดยิ้ม ๆ ในขณะที่เหลือบตามองไปที่เตียงของอีกฝ่าย ซึ่งกำลังพลิกตัวไปมาก่อนที่จะกระพริบตาสองสามครั้งเพื่อให้ชินกับแสงสว่างในห้อง “เคตะ นายเสียงดังไปแล้ว หนวกหูชะมัด” อากิระโวยวายขึ้นมา ถึงแม้ว่าน้ำเสียงจะฟังดูงัวเงียแต่สำหรับคนที่พักอยู่ห้องเดียวกันมานานถึงสามเดือนรู้ดีว่าคน ๆ นี้ตื่นนานแล้ว และนานพอที่จะได้ยินอะไรต่อมิอะไรที่เขาพูด “ขอโทษนะ…อากิจัง แต่ตื่นสายมันไม่ดีนี่นา ไปแปรงฟันแล้วมากินข้าวกันเถอะนะ ถ้านายเบื่ออาหารของโรงพยาบาลล่ะก็เดี๋ยวฉันแบ่งให้ก็ได้ ชินจังทำกับข้าวมาเยอะแยะเลย” เคตะพูดด้วยน้ำเสียงสดใส แต่สำหรับคนที่ฟังอยู่ได้แต่สะอึกอยู่ในใจ “อือ” อากิระตอบเบา ๆ แล้วก็เข้าห้องน้ำไป “ใกล้จะออกจากโรงพยาบาลได้แล้วจริง ๆ เหรอเคตะ” ชินยะถามขึ้น ขณะเดียวกันก็ป้อนข้าวให้เคตะทานไปด้วย “ถามทำไม ชินจังคิดว่าเค้าพูดเล่นหรือไงเล่า เค้าน่ะเกลียดโรงพยาบาล..เกลียดห้องนี้ที่สุด ชินจังก็น่าจะรู้ดี” เคตะพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ขอโทษ แต่ฉันไม่คิดว่าขาของนายจะหายเร็วแบบนี้ อีกอย่างนายก็ยังเดินไม่ได้ไม่ใช่เหรอ” “ชินจังเบื่อใช่ไหมล่ะ เบื่อเค้าแล้ว เค้าเป็นตัวถ่วงของชินจังใช่ไหม แล้วเค้าก็ …” เคตะก้มหน้างุดน้ำตาเอ่อท้นขอบตา เด็กหนุ่มพยายามที่จะกลั้นมันเอาไว้แต่สุดท้ายมันก็ไหลลงมาไม่หยุด “ไม่ใช่นะ นายไม่ได้เป็นตัวถ่วงสักหน่อย อย่าร้องไห้สิ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนายก็จะเป็นคนที่สำคัญที่สุดสำหรับฉันเสมอ” “ยิ้มหน่อยสิ คนดี” ชินยะกระซิบข้างหู แล้วเคตะก็ยิ้มออกมาได้ “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นชินจังก็จะไม่ทิ้งเค้าใช่ไหม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นชินจังก็จะอยู่เคียงข้างเค้าใช่ไหม” “ใช่! ฉันสัญญา” ชินยะตอบเบา ๆ แต่ในใจกลับคิดกังวล คำพูดทุกคำที่ทั้งสองคนพูดรอดผ่านมาให้ได้ยิน ทำให้อากิระได้แต่ชกกระจกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงแม้มันจะไม่แตกแต่มันก็เจ็บที่หัวใจ…นี่เขาจะมีแรงมีชีวิตต่อไปอีกถึงเมื่อไหร่กันนะ “กินข้าวกันเถอะ” อากิระแง้มบานประตูออกมา เขาดูไม่สดใสสักเท่าไหร่ใบหน้าที่ปกติขาวอยู่แล้วกลับดูซีดเซียว “อากิระ นายไม่เป็นไรนะ” ชินยะถามขึ้น “อือ” เป็นมื้อที่ดูเงียบเหงาเหลือเกิน อากิระก้มหน้าก้มตากินข้าวอย่างเงียบ ๆ มีบ้างที่เคตะยื่นกับข้าวมาแบ่งให้เขา แต่เด็กหนุ่มได้แต่ส่ายหน้าแล้วก็บอกเขาอิ่มแล้ว ภาพของชินยะที่เป็นห่วงเป็นใยเคตะทำให้เขาเจ็บเหลือเกิน…แมวขโมยตัวนี้ไร้เรี่ยวแรงแล้วล่ะ ฉันจะมีชีวิตอีกนานเท่าไหร่นะ ฉันจะต่อสู้ต่อไปไหวหรือเปล่านะ “เดี๋ยวฉันกลับมานะ…จะไปคุยกับหมอสักหน่อย” ชินยะว่าพลางวางตะเกียบลง เคตะยื้อข้อมือของชินยะเอาไว้ “อย่าไปเลยนะชินจัง อยู่เป็นเพื่อนเค้าก่อนได้ไหม” “แค่แป๊บเดียวเอง อย่าทำตัวเป็นเด็ก ๆ สิ นายคุยกับอากิระไปก่อนแล้วกันนะ” แล้วชินยะก็เดินออกจากห้องไป “อากิจัง” “หือ” อากิระตอบทั้ง ๆ ที่ยังก้มหน้าก้มตากินข้าว แต่จะเรียกว่าเขี่ยเล่นน่าจะถูกกว่า “นายน่ะ…” “ทำไมเหรอ” “นายอย่าได้คิดแย่งชินจังไปจากฉัน!! ฉันรู้ว่านายคิดอะไรอยู่ ฉันรู้มาโดยตลอด สายตาที่นายมองชินจังน่ะ…แต่เพราะนายเป็นเพื่อนของฉัน ฉันถึงได้ไม่พูดอะไรออกมา หวังว่านายคงจะเข้าใจฉันนะ ฉันขาดชินจังไม่ได้…นายเข้าใจใช่ไหม ขอให้นายเลิกคิดถึงชินจังซะแล้วฉันจะไม่ถือสานาย ฉันหวังว่านายคงจะไม่ทำตัวเป็นแมวขโมยหรอกนะ” เคตะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่ใบหน้านั้นกลับยิ้มเหมือนทุก ๆ ครั้ง “ฉัน…ฉัน…” อากิระพูดอะไรไม่ออก เขารู้ดีว่าเคตะรู้มาโดยตลอด และคน ๆ นี้คงจะไม่ยอมที่จะเสียชินยะไปง่าย ๆ สำหรับชินยะแล้วเคตะก็เป็นคนที่สำคัญที่สุด คงไม่มีวันที่สายตาคู่นั้นจะหันกลับมามองที่เขา “สัญญาสิ” “ฉันสัญญา” อากิระพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ในขณะเดียวกันชินยะก็เปิดประตูกลับเข้ามา สีหน้าเขาไม่สู้ดีนักสักนิด “เคตะ” “ชินจังไม่ต้องพูดอะไรแล้ว…เค้าอยากออกจากโรงพยาบาลวันนี้” จู่ ๆ เคตะก็พูดขึ้นมา “แต่หมอบอกว่านายต้องพักอีกนาน” “แล้วเมื่อไหร่ล่ะ หนึ่งปี สองปี ห้าปี หรือว่าอีกกี่สิบปีกันล่ะ มันไม่มีทางหายหรอก” “เค้าพยายามจนถึงที่สุดแล้วนะชินจัง แต่ว่า…มันก็คงไม่เหมือนเดิม ดูเค้าสิ แค่ยืนเค้ายังทำไม่ได้เลย ชินจังรังเกียจคนพิการอย่างเค้าใช่ไหม ชินจังเกลียดเค้าแล้วใช่ไหม ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเค้าก็ทนได้ ถึงเค้าจะเต้นไม่ได้อีกเลยชั่วชีวิตนี้ ขอแค่มีชินจังอยู่ข้าง ๆ เค้าก็พอ ได้ไหม…” “เคตะ” ทั้งห้องเงียบ เคตะมุดลงไปใต้ผ้าห่ม อากิระก็ยังคงก้มหน้าก้มตากินต่อไป ************** อากิระยืนมองดูดาว ถึงแม้อากาศจะเย็นจัดแต่เขาก็ไม่รู้สึกเลยสักนิด… เสียงเปิดประตูที่ดังอยู่ข้างหลังทำให้เขาต้องหันหลังกลับไปมอง เงาตะคุ่ม ๆ ของใครบางคนกำลังเดินเข้ามาใกล้ “แอบมาอยู่ที่นี่อีกแล้วนะ อากาศเย็นแบบนี้นายจะไม่สบายเอานะแล้วร่างกายนายน่ะหมอก็บอกว่า …” “นั่นมันเรื่องของฉัน!! ไม่เกี่ยวกับนาย อย่ามาทำใจดีกับฉันนักเลยจะได้ไหม” อากิระตวาดกลับเสียงดัง “แต่ว่า…” “อย่าเข้าใกล้ฉัน อย่ามาทำดีกับฉัน อย่าพูดกับฉันอีก อย่ายิ้มให้ฉันอย่างอ่อนโยน อย่ามาทำใจดีกับฉันมากไปกว่านี้ เพราะว่ายิ่งนายทำดีกับฉันมากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งเจ็บปวดมากเท่านั้น…” “อากิระ” “อย่าเรียกชื่อฉัน นายไปซะปล่อยฉันไว้ที่นี่ ฉันอยากอยู่คนเดียว…ไปซะ ฉันบอกให้นายไปยังไงล่ะ” อากิระแผดเสียงดัง เขาไม่ได้หันกลับไปมองที่ร่างนั้นแต่รับรู้ดีว่าชินยะยังคงยืนนิ่งอยู่ที่ตรงนั้น “อากิระ นายก็รู้ว่าฉันทิ้งนายให้อยู่คนเดียวแบบนี้ไม่ได้ นายไม่สบายนะ ถ้าเกิดเป็นอะไรไปล่ะก็…” ชินยะพูดขึ้น “หยุดไม่ต้องพูดแล้ว นายกลับไปซะ อยู่ห่าง ๆ ฉันเอาไว้ ฉันไม่อยากให้เคตะเข้าใจผิดอีก” อากิระพูดด้วยน้ำเสียงเครือ “อากิระ…” “อย่ามาวุ่นวายกับฉันอีก ไม่ว่าฉันจะเป็นหรือตายมันก็เรื่องของฉัน” “แต่ฉันเป็นห่วงนายนะ นายก็รู้ดีว่าฉัน…” “ชินยะนายเป็นห่วงฉันงั้นเหรอ อย่าพูดอีกเลยดีกว่า นั่นมันเป็นความสงสารฉันไม่ต้องการหรอกนะแค่ความสงสาร” “ไปซี่…นายไปซะเคตะรอนายอยู่นะ” อากิระตวาดเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ “ก็ได้ฉันจะเป็นฝ่ายไป ถ้านายเกลียดฉันมากขนาดนั้นแล้วล่ะก็ แต่ใส่นี่ซะมันจะทำให้ร่างกายของนายอุ่นขึ้น” ชินยะพูดขึ้นพร้อมกับถอดเสื้อแจ๊กเก็ตหนังตัวโคล่งคลุมร่างของอากิระไว้ แล้วเขาก็เดินจากไป “ฉันน่ะหรือเกลียดนาย…ไม่มีวันนั้นหรอกนะ ชินยะ” อากิระพูดกับตัวเองเบา ๆ เขากระชับเสื้อแจ๊กเก็ตของชินยะแน่น นี่คือกลิ่นของนายสินะ…ฉันไม่มีวันลืม ***************** “เฮ้! ชินยะ นายเมามากแล้วนะ มีเรื่องอะไรงั้นเหรอนายถึงเอาแต่ดื่มเหล้าอย่างกับอาบแบบนี้” ฮิโรกิถามขึ้น “ม่ายยยย…มี อาาาาไร” “อย่ามาทำปิดบังหน่อยเลย ทำไมชอบเก็บเรื่องกลุ้มใจไว้คนเดียวแบบนี้ เราเพื่อนกันนะ… ชินยะ ชินยะ…นายฟังฉันอยู่หรือเปล่าเนี่ย” ฮิโรกิมองอาการเพื่อนแล้วถึงกับปวดหัวตุบ ๆ นี่มันกะจะกินแบบนี้ทั้งคืนเลยเหรอเนี่ยทำท่าอย่างกับคนอกหัก หมอนี่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเองแล้วล่ะก็ไม่เคยจะพูดออกมาเลยสักนิด คนแบบนี้นี่มันน่าคบเป็นเพื่อนไหมเนี่ย “พอได้แล้ว นายเมามากแล้วนะ” ฮิโรกิกระชากแก้วเหล้าออกจากมือของชินยะ “ฉันยังไม่เมา…ม่ายยยยยยเมาาาาาาาาาา” พูดไม่ทันขาดคำดี คนไม่เมาก็ล้มฟุบหลับคาโต๊ะไปซะงั้น “เอากับมันสิ” ฮิโรกิได้แต่ส่ายหน้า เขาแบกชินยะออกจากร้านแล้วพากลับไปที่คอนโดของตัวเอง พอถึงห้องนอนปุ๊บฮิโรกิก็เหวี่ยงชินยะลงบนเตียง พร้อมกับปิดไฟแล้วตัวเองก็ไปนอนที่โซฟาในห้องรับแขก ถ้าตื่นขึ้นมาฉันจะเค้นเอาความจริงกับนาย ไอ้เพื่อนเวร… ชินยะตื่นขึ้นมาถึงกับปวดหัวตุบ ๆ ในตอนเช้า เขาเหลือบมองไปรอบ ๆ ก็พบว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านของตัวเอง หรือแม้แต่โรงพยาบาลที่เคตะพักรักษาตัว ที่นี่มัน…?? “บ้านฉันเอง ไอ้ชิน บอกมาให้หมดนะเฟ้ย เมื่อคืนมันเรื่องอะไรกัน ดีนะที่แกไม่ได้เมาเหมือนหมาไม่งั้นฉันคงทิ้งแกไว้ที่นั่น” ฮิโรกิพูดอย่างเดือดดาด “เรื่องอะไร” ชินยะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ เหมือนไม่เข้าใจว่าฮิโรกิต้องการอะไรกันแน่ “อย่ามาทำเป็นไม่รู้เรื่องไปหน่อยเลย อะไรที่ทำให้แกกินเหล้าอย่างกับอาบได้แบบนั้น เล่าให้ฉันฟังเดี๋ยวนี้เลย…แกมันพวกความลับเยอะ มีเรื่องอะไรก็เก็บไว้คนเดียว ระวังหัวจะระเบิดตาย” “นั่นสินะ แต่ว่า…ฉันไม่มีอะไรจริง ๆ” ชินยะส่ายหน้าช้า ๆ จะให้เพื่อนมาปวดหัวกับชีวิตเขาด้วยน่ะหรือ ไม่เอาด้วยหรอกนะ “ไอ้ชิน…แกจะบอกมาดี ๆ หรือว่าจะต้องให้ฉันใช้กำลังบังคับ” ฮิโรกิเริ่มเข้าโหมดโหด ชินยะเห็นรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมนั่นแล้วถึงกับกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ การคบกันมานานหลายปีทำให้เขารู้ดีว่าฮิโรกิมันเป็นพวกเอาแต่ใจอะไรที่อยากได้ก็ต้องได้ อะไรที่อยากรู้ก็ต้องรู้ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนมันก็ทำได้ทั้งนั้น แม้กระทั่งการลอกข้อสอบ!! มันยังทำมาแล้วเลย “ก็ได้” ในที่สุดชินยะก็ตัดสินใจเล่า เพราะเขารู้ดีว่าถ้าไม่พูดทำเงียบล่ะก็ ฮิโรกิมันคงหาสารพัดวิธีมาทรมานให้เขาพูดจนได้นั่นแหละ “ดีมากกกกก…งั้นก็เล่ามา” “นายจำอากิระได้ไหม” “อากิระไหนล่ะ ฉันจะรู้ไหมเนี่ย…แค่รอบ ๆ ตัวฉันกับนายก็มีคนชื่ออากิระตั้งสามสี่คนแล้ว” ฮิโรกินับไปถึงเพื่อนร่วมห้องที่ชื่อซ้ำกันจนต้องเรียกอากิระเบอร์หนึ่งสองสามสี่ “คางิโมโตะ อากิระ” “หมอนั่นน่ะเหรอ!” ฮิโรกิถึงกับแผดเสียงร้องออกมาดัง เขาจำได้ดีว่านั่นเป็นคนที่ชินยะไม่มีวันลืมเลย หมอนั่นเป็นรักแรกของชินยะ…และเป็นคนที่ทิ้งชินยะไปด้วยเหตุผลที่เจ้าตัวก็ไม่เคยบอกว่าเพราะอะไร เขาจำได้ว่าตั้งแต่วันนั้นชินยะก็กลายเป็นคนไม่พูดไม่จา ไม่สุงสิงกับเพื่อนฝูง พูดคำตอบคำ…จนถึงทุกวันนี้ “นั่นแหละ” ชินยะพยักหน้า “หมอนั่นกลับมาหานายอีกหรือไง!! ฉันบอกได้เลยนะว่านายตัดใจเสียเถอะ เจ้าคางิโมโตะนั่นมันทำร้ายนายถึงขนาดนั้นแล้วนายยังจะกลับไปหามันอีกหรือยังไงกันเล่า อีกอย่างนายก็มีเคตะแล้ว นายรู้ตัวดีใช่ไหมว่าเคตะขาดนายไม่ได้…นายทิ้งเคตะไม่ได้” ฮิโรกิพูดขึ้น ชินยะได้แต่นิ่งเงียบไป ใช่! เขาทิ้งเคตะไม่ได้…นอกจากนี้เขาก็ยังรักอากิระอยู่เพียงแต่ความรักของเขานั้นส่งไปไม่ถึงก็เท่านั้นเอง “ฉันรู้ แต่ว่า…ฉัน…” “ชินยะนายเป็นพวกเจ็บแล้วไม่จำหรือไง นายจะโง่ไปถึงไหน นายรู้ดีนี่ว่าเคตะรักนายมากมายขนาดไหน นายจะทำร้ายเขาได้ลงคอหรือไง” ฮิโรกิยังคงเน้นย้ำในสิ่งที่ชินยะก็รู้ดี “ฉันไม่อยากเห็นนายเป็นแบบนั้นอีกแล้วนะ นายจำได้ไหมว่าเคตะกับนายรักกัน…ถึงนายจะไม่เคยบอกว่ารักเคตะก็เถอะ แต่ฉันรู้ดีสายตาที่นายมองเคตะมีแต่ความอ่อนโยน นั่นแหละที่เรียกว่าความรักชินยะ เป็นความรักจริง ๆ ไม่ใช่การหลงใหลหัวปักหัวปำอย่างที่นายเคยมีให้กับเจ้าคางิโมโตะ” ฮิโรกิรู้สึกหงุดหงิดแทนเคตะ เพราะเขารู้ดีว่าชินยะไม่เคยลืมหมอนั่นเลยแม้แต่วันเดียว สำหรับเคตะแล้วฮิโรกินั้นเอ็นดูอย่างน้องชาย เขาเองเป็นคนแนะนำให้ทั้งสองคนรู้จักกัน เคตะนั้นช่วยทำให้ชินยะร่าเริงขึ้นมาได้ ถึงจะไม่ทั้งหมดแต่ก็ทำให้เพื่อนเขาเป็นผู้เป็นคนกับเขาบ้าง “ฉันทิ้งเคตะไม่ได้ ฉันรู้ดีน่า…แต่สำหรับอากิระแล้วฉันก็ไม่เคยลืมเขาเลย ไม่เคยมีสักวันที่ฉันจะไม่คิดถึงเขา นายจะให้ฉันทำยังไงดีล่ะ…ในเมื่อคนที่ฉันเฝ้าคิดถึงอยู่ทุกวันมายืนอยู่ตรงหน้าฉันแล้ว มันเป็นความจริงที่ไม่ใช่ภาพลวงตาเหมือนกับที่ฉันคอยหลอกตัวเองอยู่ทุกวัน” “ฟังนะ…ชินยะนายต้องเข้มแข็งและผ่านพ้นมันไปได้ หมอนั่นน่ะมันปีศาจชัด ๆ ฉันจำได้ว่าตอนที่นายคบกับหมอนั่น นายได้กลายเป็นคนที่ฉันไม่รู้จักเลยสักนิด…นายกลายเป็นใครก็ไม่รู้ นายแทบจะกระดิกตัวไม่ได้เลยสักนิดถ้าหมอนั่นไม่อนุญาต เจ้านั่นน่ะเอาแต่ใจตัวเอง นิสัยแย่สุด ๆ แถมยังขี้วีน ขี้หึงซะขนาดนั้นแค่ฉันโผล่หน้าไปบ้านนายก็โดนไล่ตะเพิดออกมาแล้ว” ฮิโรกินึกไปถึงวันที่เขาไปเยี่ยมชินยะที่บ้าน หมอนั่นปิดประตูบ้านใส่หน้าเขาแถมยังเรียกเขาว่าเจ้าหนูผีอีกด้วย นี่หน้าเขาเหมือนหนูมากเลยเหรอเนี่ย “นายอยากรู้ไหมว่าทำไมเขาถึงทิ้งฉันไป” “ก็เพราะว่าเขาแค่เล่น ๆ กับนายไม่ใช่หรือไง” “ไม่ใช่! เพราะว่าเขาป่วย ป่วยมากด้วย…ไม่มีทางรักษานอกจากผ่าตัด ฉันเจอเขาครั้งแรกแทบไม่อยากจะเชื่อ เขาซูบซีดแล้วก็ดูไม่มีความสุขเลยสักนิด สองปีแล้วนะที่เขาต้องอยู่โรงพยาบาลทุกวันโดยที่ฉันไม่รู้เลยสักนิดว่าเขาทรมานแค่ไหน” ชินยะพูดเสียงเครือ “หมอนั่นเนี่ยนะป่วย ฉันล่ะไม่อยากจะเชื่อ” ฮิโรกิพูดเสียงหน่าย ๆ เขานึกไปถึงใบหน้าสวย ของคนที่ชินยะเอ่ยถึงกับท่าทางเชิ่ดหยิ่งที่มักจะทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดเสมอ เขาไม่อยากจะเชื่อว่าชินยะจะทนคบกับคนนิสัยแย่ ๆ แบบนั้นได้ตั้งนานสองนาน “เขาเป็นโรคหัวใจ” “โรคหัวใจ!! นายล้อฉันเล่นฉันไหม…หมอนั่นดูแข็งแรงจะตาย แล้วทำไม” ฮิโรกิถึงกับหน้าซีดไปถนัดตา “เพราะอย่างนั้นเขาถึงทิ้งฉันไป ฉันนี่มันใช้ไม่ได้ใช่ไหม…ฉันนี่มันแย่จริง ๆ ฉันจะต้องทำยังไงนะ ในเมื่อตอนนี้ฉันเลือกไม่ได้เลย ฉันทิ้งเคตะไม่ได้แล้วฉันก็ปล่อยอากิระไปไม่ได้เหมือนกัน ฉันรักเขานะ..รักมากจริง ๆ แต่ว่าฉันก็ทำให้เขาต้องเจ็บปวด ฉันพูดไม่ออกว่าฉันยังรักเขาอยู่” ชินยะก้มหน้าลงฟุบลงไปกับหมอนบนเตียง “ชินยะ” “ฉัน…นี่มันไม่ได้ความจริง ๆ” ชินยะหลับตาลง ภาพของอากิระปรากฎขึ้นในห้วงความคิดแล้วภาพของเคตะก็ซ้อนทับขึ้นมา…ทานิอุจิ ชินยะ นายนี่มันแย่ที่สุด!! “ช้าจัง…ทำไมยังไม่มาอีกนะ” เคตะบ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ตอนนี้เขาเข้าหน้าอากิระไม่ติด ทั้งที่คิดว่าเป็นเพื่อนแท้ ๆ แต่อากิระกลับคิดที่จะแย่งชินจังของเขาไป ถึงยังไงเขาก็ไม่ยอมหรอก เขาไม่ยอมที่จะเสียชินจังให้ใครเด็ดขาด พระเจ้า...ถึงแม้ว่าขาคู่นี้จะไม่สามารถเดินหรือเต้นได้อีกครั้งก็ตาม แต่ขอแค่ให้ชินจังอยู่ข้าง ๆ เขา คอยดูแลเขาก็พอ ไม่ต้องรักเขาก็ได้แค่ยืนหายใจอยู่เคียงข้างเขาแค่นั้นก็พอแล้ว เขาขอแค่นี้จริง ๆ …เพราะชินจังไม่เคยบอกว่ารัก ถึงได้ทำให้กังวลเสียมากมาย เขาพยายามทำตัวให้น่ารักให้สมกับที่จะเป็นคนที่คอยอยู่เคียงข้างชินจัง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาก็จะไม่ยอมปล่อยมือจากคน ๆ นี้เป็นเด็ดขาด “วันนี้ชินยะไม่มาเหรอ เคตะ” อากิระที่เงียบอยู่นานถามขึ้น “ไม่รู้!” เคตะตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เขาเหลือบมองไปที่เตียงของอากิระ แล้วหัวใจก็เกือบหยุดเต้น ..นั่นเสื้อแจ๊กเก็ตของชินจังที่เขาเป็นคนซื้อให้ ทำไมอากิระถึงได้สวมมันเอาไว้นะ “เสื้อนั่น…” “ชินยะเขาให้ยืมน่ะ เมื่อคืนนี้” อากิระตอบยิ้ม ๆ เป็นรอยยิ้มที่เคตะไม่ชอบเอาเสียเลย “อากิจัง นายสัญญากับฉันแล้วนะ นายทำแบบนี้ได้ยังไง!” “สาบานได้ว่าฉันไม่ได้เป็นคนเริ่มก่อน” อากิระตอบเหมือนมีความนัยแอบซ่อนอยู่ “นายมันแมวขโมย!” เคตะแผดเสียงร้องดังลั่น พร้อมกับชี้หน้าอากิระ เขาไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาทำให้คน ๆ นี้รู้สึกเจ็บได้ ไม่มีเลยจริง ๆ “นายนั่นแหละที่ไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ ไม่รู้เลยจริง ๆ จะบอกให้นะว่า…ฉันน่ะเกลียดที่ต้องคอยทำตัวเป็นคนดีแบบนี้ เกลียดที่ต้องยิ้มให้นาย เกลียดที่ต้องฟังนายเล่าเรื่องของนายกับชินยะ นายมันไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ” อากิระว่าพร้อมกับลุกจากเตียงไป “กลับมาพูดให้จบสิ กลับมาเดี๋ยวนี้นะ!” เคตะตะโกนสุดเสียง เขาร้องไห้อย่างบ้าคลั่ง..นี่มันอะไร มันเรื่องอะไรกัน เขาเกลียดที่ตัวเองต้องเป็นแบบนี้ คนพิการ ชินจังเกลียดฉันแล้วใช่ไหมเพราะฉันเดินไม่ได้ ฉันเต้นไม่ได้แล้วใช่ไหม เคตะลงจากเตียงเขาพยายามที่จะเดินแต่ก็ไร้ผล เขาล้มลงกับพื้น…ขาคู่นี้มันไม่ฟังคำสั่งเสียแล้วไม่ว่าจะทำยังไงมันก็ขยับไม่ได้ แล้วน้ำตาไหลออกมาไม่หยุด… ศีรษะของเขาปวดจนแทบจะระเบิด ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย…ถึงแม้จะแผดเสียงร้องดังเท่าไหร่แต่ก็ไม่มีใครเข้ามาช่วย เขาถูกทิ้งอีกแล้ว… “ชินยะ นายรู้สึกดีขึ้นหรือยัง” ฮิโรกิถามขึ้น เมื่อเห็นสภาพชินยะแล้วบอกได้คำเดียวว่าน่าสมเพช คนไม่เคยดื่มหนัก ๆ ก็แบบนี้แหละ อ๊วกจนไม่มีอะไรเหลือในท้องแล้วล่ะมั้ง “อือ” ชินยะตอบรับพร้อมกับบ้วนปาก หัวเขายังคงปวดตุบ ๆ อยู่ไม่หาย “เดี๋ยวฉันชงกาแฟให้ นายจะได้รู้สึกดีขึ้นไง ไปอาบน้ำซะ…นี่ก็สายแล้วเคตะคงรอนายแย่แล้วล่ะ” ฮิโรกิเอ่ยขึ้นพร้อมกับโยนผ้าเช็ดตัวให้ชินยะ “ขอบใจนะ” “ขอบจง ขอบใจอะไรกันเล่า เราเพื่อนกันนะ” “นั่นสินะ” ว่าแล้วชินยะก็หายตัวเข้าไปในห้องน้ำ “ชีวิตแม่งยิ่งกว่าละคร…ไอ้ชินเอ๊ยยยย…ไม่ว่าแกจะเลือกใครก็ต้องมีคนที่เจ็บปวดอยู่ดี เผลอ ๆ แล้วคนที่เจ็บปวดที่สุดก็คือแกนั่นแหละ” ฮิโรกิพึมพำกับตัวเอง “อ๊าาาาาาาาาา… เวรแล้วไหมล่ะตู หยิบผิดใส่เกลือแทนครีม ช่างเหอะมันจะได้ตาสว่าง” ชินยะแทบจะบ้วนกาแฟใส่หน้าฮิโรกิทันทีที่รสกาแฟดำนั่นสัมผัสกับลิ้น “นี่มันกาแฟเหรอเนี่ย นายชงยังไงเนี่ย” ชินยะโวยวายขึ้นมา พลางวางถ้วยกาแฟกระแทกกับโต๊ะ “เออ..ผิดสูตรไปหน่อย ฉันหยิบผิดใส่เกลือแทนครีมว่ะ” “อ่านะ..งั้นถ้วยนี้แกกินเองแล้วกัน เดี๋ยวฉันจะไปหาอะไรกินที่โรงพยาบาลแทน” ชินยะไม่ว่าเปล่าเขาคว้าเป้ตั้งท่าจะออกจากห้อง “ฉันไปด้วย เผื่อรถไฟชนกันไง” ฮิโรกิยิ้มร่า “ฉันยังไม่ได้บอกนายใช่ไหมว่า ..เคตะกับอากิระเขาพักห้องเดียวกัน” ชินยะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ตายโหงงงงงล่ะสิงานนี้!” ฮิโรกิหน้าซีดไปถนัดตา เขานึกภาพไม่ออกเลยว่าเวลามันอยู่ด้วยกันสามคนในห้องจะเป็นยังไง งานนี้ไม่ว่าใครก็ใครก็ต้องเน่าไปข้าง “แต่ว่าไม่เป็นไรหรอกนะ เคตะน่ะไม่รู้เรื่องของฉันกับอากิระหรอก” ชินยะยังคงยิ้มได้ ในขณะที่ฮิโรกิได้แต่ยิ้มจืด ๆ ออกมา “ไอ้ชินคือว่านะ…ฉันว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอกนะ ก่อนที่เคตะจะคบกับแกน่ะ ฉันเล่าไปหมดแล้ว” “นายว่าไงนะ! นายคงไม่ได้หมายความว่าเคตะน่ะ…” “ใช่! เขารู้” ทันทีที่ฮิโรกิพูดจบ ชินยะก็วิ่งออกจากห้องไปทันที “เฮ้ย! ไอ้ชินรอฉันด้วย” ฮิโรกิตะโกนแล้วก็วิ่งตามชินยะไป ********** เมื่อไปถึงห้องพักชินยะพบว่าเคตะล้มตัวดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้น… “เคตะ เคตะ ไม่เป็นไรนะ” ชินยะรู้สึกร้อนรนในทันที “ชิน …ชินจัง” “ยา! ใช่…ยา รอเดี๋ยวนะเคตะ” ชินยะลุกไปค้นขวดยาในลิ้นชักมือของเขาสั่นมาก หลังจากที่ให้เคตะกินยาลงไปแล้วเขาก็อุ้มเคตะไปนอนบนเตียง “ยังปวดอยู่ไหม” ชินยะถาม เคตะได้แต่ส่ายหน้า “ชินจังรักฉันไหม” จู่ ๆ เคตะก็ถามขึ้น เป็นคำถามที่ชินยะไม่เคยตอบได้เต็มปากเลยสักครั้งแต่เพราะเหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้เขารู้ดีว่าเขาสูญเสียเคตะไปไม่ได้ “รักสิ…ฉันรักนายนะเคตะ” คำพูดดังจนทำให้คนที่อยู่หน้าประตูห้องชะงัก หัวใจวูบหล่นลงไปสู่เบื้องล่าง เจ็บที่หน้าอกทรมาน…ถ้าไม่เจอกันก็คงดีใช่ไหม ถ้าไม่เจอกันอีกครั้ง ถ้าไม่เคยรู้สึกรัก ถ้าไม่รู้จักมัน คงจะไม่ทรมานใช่ไหม อากิระเปิดประตูเข้ามา เขาเดินอย่างช้า ๆ พลางยื่นแจ๊กเก็ตสีดำคืนให้ชินยะด้วยแววตาที่ว่างเปล่า “ฉันเอามาคืน ของ ๆ นายฉันไม่ต้องการมันอีกแล้ว” อากิระพูดขึ้นพร้อมกับนอนลงบนเตียงหันหลังให้คนทั้งคู่ ‘อากิระ’ ชินยะรู้สึกผิด…นี่เขาทำอะไรลงไปกันนะ ++++++++++++++++++++++++ “ชินจัง…ชินจัง” เคตะเรียกเสียงดัง ชินยะถึงกับสะดุ้งหลุดออกจากห้วงความคิด ชายตามองไปเตียงข้าง ๆ ก็เห็นว่าคนที่เขากำลังคิดถึงไม่ได้อยู่ที่เตียงแล้ว “อะไรเหรอ” ชินยะพูดขึ้นเบา ๆ “ชินจังเป็นอะไรหรือเปล่า เหม่อตั้งแต่ตะกี้แล้วนะ” “ไม่มีอะไรหรอก ไม่มีอะไรจริง ๆ” “งั้นเหรอ...ว่าแต่สตรีทไลฟ์ของชินจังจะทำอีกเมื่อไหร่ล่ะ” เคตะถามขึ้น ชินยะลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทเลย เขามัวแต่วุ่น ๆ อยู่กับเรื่องที่เคตะเข้าโรงพยาบาล “ยังไม่รู้เลย คงต้องรอจนกว่าเคตะจะหายดี” ชินยะว่า “ถ้าอย่างนั้นชินจังคงต้องรอชั่วชีวิตแล้วล่ะ...เพราะว่าขาคู่นี้มันแทบจะขยับไม่ได้เลย มันไม่ฟังคำสั่งของเค้าสักนิดเดียว ชินจังรู้ไหม...หมอบอกเค้าว่าถึงแม้ทำกายภาพบำบัดก็มีความเป็นไปได้ที่จะกลับไปเป็นเหมือนเดิมแค่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ และคงไม่มีทางที่จะกลับไปเต้นเหมือนเดิมได้อีก…” เคตะพูดเสียงเศร้า เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตากับชินยะช้า ๆ “ถ้าเป็นเรื่องจริง ชินจังจะทิ้งเขาไปไหม ทิ้งเขาไปหาคนที่ดีกว่า” “ไม่หรอก เด็กโง่” ชินยะลูบหัวเคตะเบา ๆ ขณะเดียวกันเสียงเปิดประตูของใครบางคนก็ดังขึ้น “ไอ้ห่าชิน…โกยแน่บเชียวนะมึง ไม่รอกันบ้างเลย” ฮิโรกิพูดด้วยน้ำเสียงกระหืดกระหอบ ดูท่าว่าจะวิ่งมาอย่างสุด “โทษที ฉันรีบไปหน่อย” “ช่างเถอะ ๆ ไงเคตะ เป็นยังไงบ้าง” ฮิโรกิหันไปถามคนตัวเล็กที่นั่งอยู่บนเตียง “ก็เรื่อย ๆ ล่ะครับ ยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาเดินได้เหมือนเดิมเลย” พูดจบเคตะก็ทำหน้าเศร้า จนชินยะที่อยู่ข้าง ๆ ต้องเอื้อมมือไปจับมือของเคตะมากุม ทั้งสองสบตากัน ชินยะส่งยิ้มน้อย ๆ ให้ เคตะมองคนตรงหน้าแล้วก็อดที่จะส่งยิ้มกลับไม่ได้ เขารักคน ๆ นี้มากจริง ๆ ถึงแม้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตข้างหน้า เขาก็จะไม่ย่อท้อ ขอเพียงแต่มีชินจังอยู่เคียงข้าง... “โหย...อย่ามาหวานกันแถวนี้เลยนะ ทนไม่ได้ว่ะ มดจะกัดตาเอา” ฮิโรกิเอ่ยขึ้น ทั้งสองคนหันกลับมามองแล้วส่งยิ้มเขิน ๆ ให้ “โทษที ลืมไปเลยว่าแกยังอยู่” ชินยะตอบกวน ๆ “เออ ๆ ใช่สิ ฉันมันคนไม่มีคู่ ต้องอยู่คนเดียวเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย อย่าลืมล่ะว่าฉันเป็นคนทำให้นายสองคนได้มาคบกัน” ฮิโรกิพูดทวงบุญคุณ “ไม่ลืมหรอกครับพี่ฮิโระ ผมไม่มีวันลืมพี่แน่ ๆ เพราะพี่เป็นคนทำให้ผมพบกับสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของผม” “เห็นอย่างนี้ฉันก็สบายใจ ดูนายสองคนแล้วรู้เลยว่ารักกันจริง ๆ รู้มั้ยว่ารังสีของความรักมันแผ่อยู่รอบ ๆ ตัวพวกนาย ใครได้มาอยู่กับพวกนายเป็นใครก็ต้องรู้สึก” ฮิโรกิพูดยิ้ม ๆ เคตะนั้นถึงกับยิ้มแป้น ตรงข้ามกับชินยะที่ดูจะยิ้มแบบเจื่อน ๆ ประโยคนั้นของฮิโรกิทำให้เขานึกถึงความรู้สึกของใครคนหนึ่ง “เอาล่ะ ๆ ฉันไม่กวนพวกนายแล้ว ขอให้หายเร็ว ๆ นะเคตะ ตัว กขค จะไม่อยู่แล้ว เชิญซึ้งกันต่อได้ ไปล่ะ ไว้เจอกันนะชินยะ” ฮิโรกิพูดพลางโบกมือ เขาเดินออกไปและปิดประตูลง จากนั้นจึงเห็นอากิระที่ยืนพิงอยู่ที่กำแพง “เอ่อ คางิโมโตะ...นายยืนอยู่นอกห้องนานแล้วเหรอ” ฮิโรกิเอ่ยถาม ร่างบางไม่ตอบแต่พยักหน้าน้อย ๆ เป็นการตอบรับ ฮิโรกิจ้องมองคนตรงหน้าแล้วรู้สึกใจหาย อากิระที่เขารู้จักเคยดูสดใส ร่าเริง หยิ่งผยอง และดูมี “อืมมมม...ได้ข่าวจากชินยะว่านายไม่สบาย เป็นยังไงบ้างล่ะ” ฮิโรกิเอ่ยทำลายความเงียบ “ห่วงคนอื่นด้วยเหรอเจ้าหนูผี นึกว่าจะมาดูว่าฉันตายแล้วหรือยังซะอีก” อากิระพูดขึ้น ท่าทางในตอนนี้ดูเหมือนสมัยก่อนไม่มีผิด “ใครกัน? หนูผี อุตส่าห์คิดเป็นห่วงนายอยู่นิดนึงแล้วเชียวนะ” “คนอย่างฉันไม่ต้องการให้นายมาเป็นห่วงหรอก” “ยังงั้นเหรอ นายคงมีคนเป็นห่วงอยู่เยอะแยะแล้วสินะ รวมทั้งเจ้าชิน...” “ไม่! ไม่มีใครทั้งนั้นล่ะที่จะมาเป็นห่วงฉัน ฉันไม่มีค่าพอที่จะมาเป็นห่วงหรอก ชินยะเขาก็มีคนที่เขาจะต้อง “คางิโมโตะ...” สายลมเย็นพัดผ่านใบหน้าขาวซีดของอากิระ อาการเจ็บที่หน้าอกด้านซ้ายเริ่มกำเริบ อากิระทรุดลงไปนั่งเบา ๆ “นายเป็นอะไรหรือเปล่า! ฉันจะไปเรียกหมอให้นะ” ก่อนที่ฮิโรกิจะเดินไปก็ถูกหยุดไว้ด้วยมือเรียวที่จับแขนของเขาไว้ “ฉันไม่เป็นไรหรอก เป็นอย่างนี้ประจำแหล่ะ เดี๋ยวก็หาย” อากิระยิ้มน้อย ๆ ฮิโรกิได้แต่มองคนตรงหน้า อาการของอากิระนั้นดูร้ายแรงกว่าที่คิดไว้ “ฉันต้องขอโทษด้วยนะที่แอบฟังพวกนายอยู่หน้าห้อง ฉันไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ” อากิระเอ่ยออกมาเบา ๆ ฮิโรกิได้แต่เงียบ ไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย เขารู้ว่าสิ่งที่อากิระได้ยินจากห้องนั้นจะต้องเจ็บปวดเพียงใด “ที่จริงฉันต้องขอบใจนายนะ ที่หาคนดี ๆ อย่างเคตะมาให้กับชินยะ เคตะเป็นคนน่ารักมากจริง ๆ ฉันไม่แปลกใจเลยที่ชินยะจะ...” อากิระหยุดไป ทำไมเขาถึงไม่สามารถเอ่ยคำ ๆ นี้ได้นะ ทำไมเขาถึงไม่อยากจะยอมรับ “นาย...นายยังรักชินยะอยู่ใช่ไหม การที่นายทิ้งเขาเป็นเพราะนายรู้ว่าตัวเองเป็นโรคนี้จริง ๆ ใช่ไหม นายกลัวว่า “ฉันจะไม่บอกว่านายผิดหรอกนะ ฉันรู้ว่านายรักมันมาก...มากจนเกินไป แต่ทางที่เลือกไปนั้นอาจไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะ นาย ชินยะ หรือเคตะ ทุกคนต่างก็ต้องเจ็บปวดในความรัก ฉันจะไม่บอกให้นายทำยังไงหรอกนะ “ทำไม...ทำไม...ฉันทำผิดเหรอ...ทุกอย่างก็เพื่อชินยะ...เพื่อเขาเท่านั้น...ทำไมเราต้องมาเจอกันอีก...ทำไมโชคชะตาถึงเล่นตลก...ทำไมกัน...” อากิระได้แต่บ่นพึมพำเบา ๆ น้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด สายตาที่เลื่อนลอย หน้าอกด้านซ้ายที่เจ็บปวดราวกับจะฉีกกระชากร่างเขาเพื่อหาคำตอบ เขาอยากจะย้อนเวลากลับไป...เพื่ออะไรกันล่ะ เพื่ออะไร? ถึงจะย้อนกลับไปเขาก็คงเลือกทางนี้อยู่ดี ไม่ว่าพระเจ้าจะให้เขาเลือกอีกสักกี่พันครั้ง...ขอเพียงแค่ ******************** “ชินจัง” เคตะเอ่ยเบา ๆ ทั้ง ๆ ที่หลับตาอยู่บนเตียง ชินยะที่นั่งเฝ้าอยู่ข้าง ๆ เขยิบเข้าไปใกล้เพื่อให้ได้ยินชัดขึ้น “มีอะไรหรือ ทำไมถึงไม่นอนล่ะ บอกว่าปวดหัวไม่ใช่เหรอ” ชินยะเอ่ยพร้อมกับลูบผมเคตะอย่างเอ็นดู “ฉันมีเรื่องอยากจะบอกชินจัง ยังไงก็อยากจะพูดให้ได้” เคตะลืมตาขึ้น สบตากับชินยะนิ่ง “เรื่องอะไรล่ะ พูดไปสิ” ชินยะรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดจากสายตาคู่นั้น “ฉันรู้เรื่องระหว่างชินจังกับอากิจังมาตั้งนานแล้ว พี่ฮิโระเคยเล่าไว้เมื่อตอนฉันเริ่มคบกับชินจังใหม่ ๆ ตอนที่ได้มาอยู่ร่วมห้องกันกับอากิจัง ฉันก็คิดไม่ถึงหรอกว่าจะเป็นคนเดียวกันกับอากิระคนนั้น แต่พอเห็นสายตาของชินจังที่เห็นอากิจังครั้งแรก ฉันก็รู้ในทันทีว่าอากิจังคือคน ๆ นั้น...ฉันขอโทษ ขอโทษที่แกล้งทำเหมือนไม่รู้อะไร “เคตะ...นายไม่ผิดหรอก อย่ากังวลไปเลย ฉันไม่มีวันทิ้งนายไปแน่ ๆ ตราบใดที่ฉันยังมีลมหายใจ “อากิจัง...แล้วชินจังจะทำยังไงกับอากิจัง” เคตะพูดไปสะอื้นไป ที่จริงเขาก็รู้สึกถูกชะตากับอากิระมาก ทั้งสองคนคงได้กลายเป็นเพื่อนรักที่สนิทกันมากแน่ ๆ ถ้าเพียงแต่เขาทั้งคู่จะไม่รักคน ๆ เดียวกัน... “ฉัน...” เสียงเคาะประตูดังขึ้น เคตะเงยหน้าขึ้นจากบ่าของชินยะและมองไปยังบุคคลที่ก้าวเข้ามาในห้อง “ชินยะ...ขอฉันคุยกับเคตะสองคนได้ไหม” อากิระเอ่ยเบา ๆ ชินยะเงียบไปสักพัก เขาหันมามองเคตะซึ่งพยักหน้าน้อย ๆ ชินยะจับมือเคตะมาบีบเบา ๆ อากิระเบือนหน้าไปจากภาพที่อยู่ตรงหน้า ชินยะเดินผ่านเขาไปและ “เคตะ...” อากิระเอ่ยขึ้น “นายรู้ใช่ไหมว่าฉันกับชินยะเคยคบกัน” เคตะพยักหน้าน้อย ๆ “นายรู้ใช่ไหมว่าฉันยังรักชินยะอยู่” เคตะพยักหน้าอีกครั้ง “แต่...แต่นายเป็นคนทิ้งชินจังไป แล้วทำไมตอนนี้ถึงจะมาแย่งเขาไปจากฉันอีก ฉันขาดชินจังไม่ได้จริง ๆ “ใช่...ฉันเป็นคนทิ้งเขาไปเอง มันเป็นความผิดของฉัน แต่ฉันอยากจะขอร้องนายสักอย่าง” “ไม่! จะขอให้ฉันคืนชินจังให้เหรอ ไม่มีทาง! นายทิ้งเขาไปเอง นายเป็นคนผิด ชินจังรักฉัน...ใช่! เขารักฉัน “ขอร้อง อย่าแย่งชินจังไปเลย ฉันขาดเขาไม่ได้ ตอนนี้ฉันเหมือนคนพิการ ฉันอาจจะเดินไม่ได้ ฉันต้องการเขามากกว่านาย ฉัน...” “แต่นายยังมีอนาคต!” อากิระพูด น้ำตาไหลอาบแก้มเนียนทั้งสองข้าง ไหล่น้อย ๆ สั่นด้วยความเจ็บปวด...ทั้งของตัวเอง...และของคนอื่น เคตะนิ่งเงียบไป มองคนตรงหน้า “นายยังมีอนาคตอีกยาวนาน อนาคตที่มีนายกับชินยะ ไม่เหมือนฉัน... ชินยะเขารักนาย เขาไม่มีทางจะทิ้งนายกลับมาหาฉัน...เข้าใจไหม” อากิระทรุดตัวลงกับพื้นและร้องไห้เบา ๆ ทำไมความรักถึงต้องเจ็บปวดถึงขนาดนี้ “เคตะ...นายเป็นคนเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปของชินยะ เป็นสิ่งที่ฉันไม่มีวันทำได้ นายเป็นคนพิเศษสำหรับเขา นายคนเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เขามีความสุขได้” “ชินจังยังรักนายอยู่...” เคตะเอ่ยขึ้นมาเบา ๆ “...ไม่หรอกเคตะ ฉันเป็นเพียงอดีตของเขา มันเป็นความรู้สึกเก่าเก็บที่ประทุขึ้นมาอีกครั้งเท่านั้น ชินยะเขารักนายจริง ๆ ฉันรู้จากสายตาและท่าทางที่เขาแสดงออก สิ่งนั้นไม่มีวันส่งมาให้ฉันได้อีก นายคือคนที่เขารักมากที่สุด “ขอแค่คืนนี้เท่านั้น ขอฉันอยู่กับชินยะสองคน ผ่านพ้นคืนนี้ไปเมื่อไร ฉันจะไปจากชีวิตพวกนาย ฉันจะย้าย “...แค่คืนนี้จริง ๆ ใช่ไหม” เคตะเอ่ยขึ้นมาเบา ๆ อากิระรีบเงยหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “ฉันสัญญา เชื่อฉันเถอะ” อากิระพูดขึ้น นัยน์ตาเปล่งประกายแห่งความหวัง “ถ้าอย่างนั้นก็ตกลง...แต่ขอฉันคุยกับชินจังก่อนนะ” มือเล็ก ๆ ของเคตะบีบมือเรียวของอากิระเบา ๆ “ฉันจะไปตามชินยะมาให้นะ” อากิระเอ่ยพร้อมกับปาดน้ำตา เขาลุกขึ้นเดินออกไปช้า ๆ อากิระเดินออกไป “ชินยะ...เคตะมีเรื่องจะพูดกับนาย” อากิระเอ่ยเบา ๆ ชินยะพยักหน้าน้อย ๆ แล้วเดินตรงไปที่ห้อง อากิระนั่งลงตรงที่นั่งอย่างเหนื่อยอ่อน เขาหลับตาลง ภาพอดีตที่มีความสุขระหว่างเขาสองคนแล่นผ่านเข้ามาในสมอง +++++++++++++++++++++++++++ When Love Hurt... เมื่อชินยะเข้ามาในห้องก็เห็นเคตะนั่งอยู่บนเตียง ใบหน้าเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา “เคตะ...” ชินยะเรียกชื่อเบา ๆ “ชินจัง...ชินจังยังรักอากิจังอยู่หรือเปล่า ตอบฉันมาตามตรงเถอะนะ” ชินยะก้มหน้าลงและพยักหน้าน้อย ๆ “ฉันขอโทษนะเคตะ แต่ฉันก็รักนายด้วย ฉันก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ฉันควบคุมความรู้สึกตัวเองไม่ได้ ฉันลืมอากิระไม่ได้ แต่ฉันก็ทิ้งนายไปไม่ได้เช่นกัน” ชินยะเงยหน้าขึ้นมาสบตา แต่เคตะกลับเบือนหน้าไปทางหน้าต่าง “ช่างเถอะ ฉันไม่โทษชินจังหรอก เมื่อกี้อากิจังมาขอร้องว่าแค่คืนนี้เท่านั้นเขาจะขออยู่กับชินจัง แล้วพรุ่งนี้เขาจะไม่มาให้เห็นหน้าอีก ฉันรับปากไปแล้ว แต่ฉันไม่ใช่คนตัดสิน ขอให้ชินจังเป็นคนตัดสินเถอะ พรุ่งนี้เช้า...ฉันจะรอชินจังอยู่ที่ห้องนี้นะ ถ้าชินจังเลือกฉันก็ขอให้กลับมา ฉันจะรอ...รอตลอดไป” ประโยคสุดท้ายของเคตะเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ชินยะเดินเข้าไปจูบหน้าผากเคตะเบา ๆ “ขอบใจนะเคตะ” ชินยะสวมกอดคนตรงหน้า เคตะได้แต่พยักหน้าและร้องไห้เบา ๆ ชินยะหันมาสบตากับเคตะอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากห้องไป ******************** นี่เขาต้องเลือกระหว่างเคตะกับอากิระหรือนี่ ตอนนี้เขายังไม่สามารถบอกได้เลยว่าเขาจะเลือกใคร ปัญหาทั้งหมดตกอยู่กับเขา อากิระที่นั่งอยู่เมื่อเห็นชินยะเดินมาก็ลุกเดินออกไปเงียบ ๆ ชินยะเดินตามอากิระที่เดินนำไป มีนางพยาบาลคนหนึ่งห้ามไม่ให้อากิระออกไปข้างนอก แต่อากิระดึงดัน ชินยะจึงช่วยพูดขอร้องพร้อมกับรับปากว่าจะพากลับมา นางพยาบาลลังเลอยู่นานแต่ก็ยอมพร้อมกับกำชับพวกเขาว่าให้กลับมาก่อนรุ่งเช้า ทั้งสองคนจึงเดินออกมาจากโรงพยาบาลและมายังสวนสาธารณะใกล้ ๆ แห่งหนึ่ง อากิระนั่งลงบนเก้าอี้ยาว ชินยะนั่งลงข้าง ๆ “อากิระ...” ชินยะเอ่ยขึ้น เมื่อคนที่อยู่ข้าง ๆ ยังคงนั่งเงียบ “ฉันเป็นคนกำหนดข้อตกลงนี้เอง ถ้านายลำบากใจก็ไม่ต้องมาอยู่กับฉันก็ได้นะ” อากิระเอ่ยเรียบ ๆ ชินยะจับไหล่ของอากิระให้หันมาทางเขาและค่อย ๆ เชยคางของอากิระขึ้น “รู้ไหมว่าฉันคิดถึงใบหน้านี้ของนายแค่ไหน ตลอดสองปีเต็ม ๆ...ไม่มีแม้สักวัน ชั่วโมง นาที หรือแม้แต่วินาทีเดียวที่ฉันจะลืมนาย” “ฉัน...ฉัน...” อากิระพูดไม่ออก เหมือนมีอะไรมาจุกที่ลำคอ ชินยะที่เขาโหยหามาตลอดสองปีอยู่ตรงหน้าแล้ว “ทำไมต้องทำแบบนี้ นายทิ้งฉันไปเพราะนายกลัวว่าฉันจะไม่มีความสุขใช่ไหม ทำไมนายไม่บอกฉันว่านาย “ไม่ได้...ถ้าบอกไปนายจะไม่มีความสุข ฉันไม่อยากพรากรอยยิ้มให้หายไปจากใบหน้าของนาย...เหมือนอย่างตอนนี้” อากิระลูบนิ้วมือไปยังริมฝีปากของคนที่อยู่ตรงหน้า “ฉันอยากจดจำแต่ช่วงเวลาที่มีความสุขของเราสองคน ฉันถึงได้ทิ้งนายไป แต่โชคชะตากลับเล่นตลกให้ฉันได้มาเจอนายอีกครั้งที่โรงพยาบาลนี้...กับเคตะ” อากิระยิ้มเศร้า ๆ “ฉันก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะได้มาเจอกับนายที่นี่ นายเล่นย้ายที่อยู่ ลาออกจากโรงเรียน เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ “ถ้าเคตะไม่โดนรถชน เราสองคนคงไม่ได้เจอกันอีก ฉันคงต้องขอบใจเคตะนะ อย่างน้อยเขาก็ทำให้ฉันได้เจอกับนายอีกครั้งก่อนที่...” คำพูดของอากิระถูกหยุดลงด้วยริมฝีปากที่ประทับลงมา ทั้งอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด และความเจ็บปวด ทุกอย่างถ่ายทอดส่งผ่านถึงกัน น้ำตาที่อากิระนึกว่าจะไม่หลงเหลืออีกแล้วก็พร่างพรูลงมา “อย่าพูดคำนั้นออกมานะ...ได้โปรดเถอะ...ฉันทนฟังไม่ได้ ยังมีอีกหลายอย่างที่ฉันอยากจะทำกับนาย หลายคำพูดที่อยากจะบอกจนชีวิตนี้ทั้งชีวิตคงไม่สามารถบอกได้หมด อยากมีเวลาอยู่ด้วยกัน ผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยกัน...อยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน” ชินยะพูดจบก็สวมกอดอากิระ ร่างที่อยู่ในอ้อมกอดของเขาช่างซูบเซียวลงไปมาก แทบจะมีแต่กระดูก เวลาสองปีของอากิระที่ไม่มีเขา และเวลาสองปีของเขาที่ไม่มีอากิระ มันเปลี่ยนแปลงทุกอย่างไปถึงเพียงนี้ คงจะมีแต่ความรู้สึกที่ไม่เคยเปลี่ยน...ไม่สิ ความรู้สึกที่มีมันเพิ่มมากขึ้นจนไม่สามารถวัดค่าได้ “ฉันใช้ชีวิตอยู่กับนายไม่ได้ เวลาของฉันเหลือน้อยลงทุกที เคตะต่างหากคือคนที่นายต้องการ เขาจะทำให้นายมีความสุขเผื่อส่วนของฉันด้วย ฉันขอแค่...แค่นายจะไม่ลืมฉันคนนี้ ลืมว่าในโลกนี้ยังมีคนชื่อ คางิโมโตะ อากิระ “ฉันเชื่อนะว่าพระเจ้ากำหนดหน้าที่ของแต่ละคนตั้งแต่เกิดมา ฉันเชื่อว่าของฉันคือการที่ได้เกิดมารักนาย...ชินยะ และฉันก็ได้ทำหน้าที่นั้นอย่างสมบูรณ์แล้ว ท่านก็เลยจะมาพาฉันกลับไปก็เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรจะต้องเสียใจเลย” อากิระพูดเบา ๆ สายตาจ้องมองไปยังดวงดาวที่อยู่บนฟ้า “ไม่ได้นะ! ถ้าหน้าที่ของนายคือการได้เกิดมารักฉัน ถ้าอย่างนั้นหน้าที่ของฉันที่พระเจ้าให้มาคือใช้ชีวิตอยู่กับนายและรักนายไปจนแก่เฒ่า ฉันยังทำหน้าที่นี้ไม่สำเร็จเลย นายจะไปไหนไม่ได้ นายคงไม่อยากให้ฉันต้องตกนรกหมกไหม้ใช่ไหม” “คนขี้โกง เอาแต่ใจตัวเอง” อากิระพูดยิ้ม ๆ ทั้งน้ำตา “ฉันจะเอาแต่ใจก็เฉพาะกับนายเท่านั้นล่ะ” ชินยะบีบจมูกอากิระเบา ๆ ทำเอาคนตรงหน้าทำหน้ามุ่ย แก้มป่อง “อย่างนี้แหละถึงจะเป็นอากิระที่ฉันรู้จัก ไม่ได้เห็นหน้าแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วน้า” ชินยะพูดพลางเอาหน้าผากจรดกับหน้าผากของอากิระ “บ้า” ชินยะหอมแก้มอีกฝ่ายและแตะที่ริมฝีปากเบา ๆ...ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อากิระเหมือนสิ่งเสพย์ติดที่เขาไม่มีวันเลิกได้ “ชินยะ...อืมม...หยุดก่อน” อากิระผละออกจากชินยะ “ทำไมล่ะ ฉันไม่ได้เจอนายมาสองปีแล้วนะ” “กับเคตะก็ทำแบบนี้หรือเปล่า” อากิระเอ่ยเบา ๆ หลบสายตาลงต่ำ ความเงียบกลับมาอีกครั้งท่ามกลางคนสองคน “อากิระ...ฉัน…” “ช่างเถอะ ฉันไม่อยากฟัง เคตะออกจะน่ารักขนาดนั้น” อากิระเบือนหน้าหนีไปอีกทาง น้ำตาเริ่มที่จะคลอเบ้าอีกครั้งเมื่อคิดถึงภาพของชินยะกับเคตะ “อากิระ ฟังนะ ฉันยังไม่เคยเกินเลยกับเคตะไปมากกว่าการจูบหน้าผากและหอมแก้มเลย ฉันจะทำอย่างนี้กับนายคนเดียวเท่านั้น ฉัน...ฉันทำกับเคตะไม่ได้ มันเห็นหน้านายลอยขึ้นมาทุกที เคตะเขาก็เข้าใจ เขารอได้” ชินยะจับคางคนตรงหน้าให้หันมา “นาย...นายจะทำยังไงกับเคตะ มันเป็นไปไม่ได้หรอกสำหรับเรื่องของเราสองคน ฉันหักหลังเคตะไม่ได้ “เคตะเป็นคนบอกให้ฉันตัดสินใจเอง ฉันเชื่อว่าเขาจะยอมเข้าใจแน่ คนดี ๆ อย่างเคตะ สักวันจะต้องได้เจอคน “ไม่ได้หรอก นายก็รู้นี่ ตอนนี้เขาต้องการนายมากนะ เขาคงอยู่ไม่ได้ถ้าขาดนาย ตอนนี้เขาต้องการกำลังใจ “อย่าพูดแบบนั้น! ฉันอยู่ไม่ได้จริง ๆ ถ้าขาดนาย ไม่ได้หรอก...ไม่ได้” ชินยะพูดเสียงสั่น “แต่นายก็อยู่มาได้สองปีนี่นา ถือซะว่าการที่เราอยู่ด้วยกันคืนนี้เป็นแค่ฝันไป แล้วนายก็จะกลับไปมีชีวิตที่มี “ฉันรักนายอากิระ รักเหลือเกิน ฉันทำไม่ได้หรอก” “ฉันรู้ ฉันก็รักนาย ชินยะ...ทานิอุจิ ชินยะ...เพียงคนเดียวในโลกนี้” อากิระเอ่ยเบา ๆ โอบกอดคนที่อยู่ตรงหน้า ทั้งสองคนได้แต่พูดคุยกันซ้ำไปมา บอกรักกันนับไม่ถ้วน คำหวานที่เคลือบแฝงด้วยความเจ็บปวด ความเป็นจริง อากิระเอียงคอพิงไหล่ของชินยะ ชินยะก็ลูบไรผมอากิระเล่น เวลามันผ่านไปนานเท่าไรแล้วนะ อากิระอยากจะหยุดเวลาไว้แต่เพียงเท่านี้ ให้เขามีเพียงกันและกันแค่สองคน “ถ้าพระเจ้ามีจริง ไม่อยากให้ถึงวันพรุ่งนี้เลย” อากิระพูดเบา ๆ มืออีกข้างกุมมือกับชินยะแน่น “อย่าพูดแบบนั้นสิ ฉันจะเป็นคนไปพูดกับเคตะเอง เขาต้องเข้าใจแน่ ๆ” ชินยะพูดไปแต่ในใจก็ได้แต่คิดว่า “สัญญาต้องเป็นสัญญาสิ ฉันทรยศเคตะไม่ได้หรอก” “เขาต้องเข้าใจ ก็ฉันรักนายนี่นา อากิระ รัก รัก รัก รัก คางิโมโตะ อากิระ คนที่นอนพิงไหล่ฉันอยู่ตอนนี้น่ะ” อากิระหัวเราะออกมาเบา ๆ...แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ขอแค่ชินยะยังมีเขาอยู่ในหัวใจ ถึงแม้ว่าคนที่ชินยะเลือกจะเป็นใครก็ตาม... “ฉันก็รักนายชินยะ” คำพูดที่พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนกับจะตอกย้ำลงไปในจิตใจ ท้องฟ้าเริ่มเป็นสีส้มแล้ว วันใหม่ใกล้จะมาถึง “อากิระ เดี๋ยวพอเช้าแล้วฉันจะไปคุยกับเคตะให้รู้เรื่องเองนะ ถ้าไงเดี๋ยวจัดการเรื่องย้ายโรงพยาบาลของนายด้วย ย้ายไปอยู่โรงพยาบาลที่โอซาก้า บ้านเกิดของเราสองคนไง นายว่าดีไหม หือ อากิระ” ชินยะบีบมืออากิระเบา ๆ ลูบหัวอย่างรักใคร่เอ็นดู “นี่ว่าไงที่ฉันพูดไปดีไหม ไว้ไปไหว้พระที่ศาลเจ้าด้วยกันที่เราเคยไปด้วยกันบ่อย ๆ ไง ไปเยี่ยมโรงเรียนเก่า “อากิระ? หลับแล้วเหรอ คงเหนื่อยล่ะสิ บอกแล้วให้กลับโรงพยาบาลก็ไม่เชื่อ ไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้วนะ “อากิระ?…อากิระ!?” ชินยะเริ่มเขย่าตัวอากิระแรงขึ้น แต่ก็ไร้วี่แววการตอบกลับ ใบหน้าของอากิระที่ชินยะเห็นกลับกลายเป็นภาพเบลอ น้ำอุ่น ๆ ที่ไหลอาบแก้มสองข้าง...มันคืออะไรนะ “นี่อากิระ เมื่อก่อนนายเคยพูดนี่นาว่าอยากไปเที่ยวน้ำพุร้อนกันสองคน ฉันจะพานายไปบ่อน้ำพุร้อนชื่อดังที่ช่วยรักษาโรคต่าง ๆ ด้วย เขาว่าได้ผลชะงัดนักล่ะ จากนั้นนะ...ฉันจะทำงานหาเงินแล้วเราไปต่างประเทศกันนะ ที่นั่นเขามีหมอเก่ง ๆ เยอะแยะเลย จะต้องรักษานายได้แน่ ๆ แล้วเราก็จะได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันสองคน” ชินยะบีบมือ “นี่...ตอบฉันสิ...ได้โปรดเถอะ...อากิระ...ได้โปรด...พูดกับฉันสิ...ลืมตาขึ้นมา...ฉันอยากได้ยินเสียงหวาน ๆ ของนาย...อยากได้ยินเสียงหัวเราะของนาย...ได้โปรดเถอะ...พระเจ้า...อากิระ...นายทิ้งฉันไปไม่ได้นะ…ฉันรักนาย…อากิระ...รักนาย” ชินยะร้องไห้ออกมาเสียงดัง เขารู้ดีว่าคนที่อยู่ในอ้อมแขนของเขาได้จากไปแล้ว...พระเจ้ามีอยู่จริง ๆ เขาได้ทำตามคำขอของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง...ไม่มีวันพรุ่งนี้อีกแล้วสำหรับอากิระ มีเพียงแต่วันสุดท้ายที่เขาได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนที่เขารักที่สุด อยู่ในช่วงเวลาแห่งความฝันนั้น...ตลอดไป THE END... |
(C) 2007,Indy WFL Team, All Rights Reserved.