[SF]ANYONE BUT YOU…2
( SHINXAKI/YUSU/KEI.T )


Author… Jdi



“ คางิโมโต้ แกเอาสมุดสังคมของพวกฉันไปลอกให้หน่อยสิ...” เสียงห้าวกับสมุดสามเล่มที่กระแทกวางตรงหน้า ทำให้ร่างเล็กที่ก้มอยู่สะดุ้ง
“ หมดนี้เลยหรอ “ ใบหน้าขาวใสเงยหน้าขึ้นมาถามด้วยความตกใจ... คนเดิม กลุ่มเดิม กับการถูกรังแกแบบเดิมๆ
“ ทำไม!! แค่สามเล่มแกบ่นรึไง.. “ นอกจากรอยยิ้มที่ยิ้มเยาะแล้ว ในแววตาก็ฉายแววขันและสมน้ำหน้าอยู่ในที
” สมุดต้องส่งอาจารย์ บ่ายนี้ไม่ใช่หรอ.. ทำไมพวกนายไม่เอามาให้ฉันตั้งแต่เมื่อวานล่ะ...” อากิก้มหน้าพูดด้วยเสียงแผ่วเบา
“ วันนี้ก็คือ วันนี้... ฉันว่าแกรีบไปทำดีกว่า รึอยากอยู่ให้พวกฉันตบ... แล้วก็ตั้งใจเขียนดีๆด้วย..” สายตาดุดัน พร้อมกับแรงหนักที่บีบที่ข้อมือของอากิระ ทำให้ คนที่ถูกรังแกรีบกุลีกุจอ เก็บสมุด แล้วพรวดลุกเดินออกไปนอกห้องในทันที
แต่ในเมื่อมีเท้าไม่หวังดีของใครบางคนขัดเข้าจังหวะการเดินที่ลุกลี้ลุกลนจึงทำให้อากิระเสียหลักหกล้ม สมุดสามสี่เล่มที่ถืออยู่ และกระเป๋าร่วงลงพื้น ข้าวของสาดกระจาย ... เสียงหัวเราะลั่นห้องก้องไปในสมองของคนที่อับอาย สายตาเกือบสี่สิบคู่จ้องมองมา บางคนสมน้ำหน้า บางคนเวทนา น้อยคนนักที่จะสงสารและเห็นใจ...
อากิระเอื้อมมือที่สั่น เก็บของโดยไว ...

ก้มหน้าไว้ อย่าไปสนใจกับสายตาพวกนั้น
อากิระ อย่ามีน้ำตา .... - เสียงในใจที่ร้องบอกกับตัวเอง

ขาที่อ่อนแรงพยายามยันตัวขึ้นมา มือเล็กพยายามรวบของทุกอย่างไว้มั่น อยากจะไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด
อากิระรีบเก็บของแล้ววิ่งออกไปจากห้อง.. ห้องที่อยู่แล้ว เขากลายเป็นตัวประหลาด.. ห้องที่ไม่มีความเป็นมิตร...
ห้องที่ไม่มีคนที่เรียกได้ว่า เป็นเพื่อนอยู่เลยสักคน...
.
.
.







นิ้วเรียวยาวกดดินสอลงบนกระดาษขยับขึ้นลงอย่างรวดเร็ว กับสายตาที่วกไปมาระหว่างสมุดสองเล่ม
อากิระพยายามรีบลอกการบ้านให้เร็วที่สุด มือที่อยากจะไวกว่านี้ แต่ต้องพยายามไม่ให้รีบเกินจนเขียนไม่เป็นตัวหนังสือ
สติที่จดจ่ออยู่กับการคัดลอกสมุด ทำให้อากิระ ไม่สามารถรับรู้ถึงการมาของคนคนหนึ่ง...

ชินยะนั่งลงข้างๆอากิระอย่างเงียบๆ ... เขาเฝ้ามองดูรุ่นน้องที่ง่วนอยู่กับสมุดที่กองอยู่สองสามเล่ม...
” โดดเรียนหรอ..” เสียงนุ่มที่แทบจะกระซิบข้างหู เมื่อรุ่นพี่สุดหล่อชะโงกหน้าเข้ามาดูหน้าสมุดที่วางลงบนตักของอากิระ ทำเอาอากิระผงะหนีด้วยความตกใจ
“ ระ ระ รุ่นพี่ มาเมื่อไหร่ครับ...” ตอบรับแต่หันหน้าไปทางอื่น ชินยะหัวเราะเบาๆ ขำกับท่าทางประหลาดๆของรุ่นน้องคนนี้
“ มาตั้งนานแล้ว แต่ดูเหมือนนายจะไม่สนใจอะไรเลยนะ...” สายตาคมของชินยะที่จ้องมองสมุดหลายเล่มอย่างสงสัย ทำให้อากิระรีบพับสมุดหนี
“ ลอกการบ้านหรอ ช่วยมั๊ย..” เสียงนุ่มของรุ่นพี่ทำให้อากิระรู้สึกอบอุ่นภายในใจอย่างบอกไม่ถูก
“ สมุดพวกนี้ไม่ใช่ของนาย... “ ชินยะเอื้อมมือคว้าสมุดไปดู อากิระได้แต่ทำหน้าตกใจเพราะจะดึงกลับมาก็ไม่ทันเสียแล้ว
“ ของเพื่อนน่ะฮะ...” อากิระก้มหน้านิ่ง
“ ทำให้คนอื่นหรอ เยอะแยะขนาดนี้ ทำไมพวกนั้นไม่ทำเอง...” ถ้อยคำที่ฟังเหมือนตำหนิที่หลุดออกมาจากใบหน้ารุ่นพี่ที่มีสีหน้าคาดคั้น
“ ขอคืนเถอะครับ.. “ อากิระพูดเสียงอ่อน ผมต้องรีบทำนะ...



“ นายโดดเรียน ... ที่ฉันเข้าใจนะ โดดมาลอกการบ้านให้เพื่อน คางิโมโต้ ทำไม...” ชินยะยึดข้อมือของอากิระที่ยื่นมาจะเอาสมุดคืน
“ รุ่นพี่ไม่เข้าใจอะไรหรอกครับ.. เพราะฉะนั้น อย่ามายุ่งกับผมเลย...” อากิระเสียงดัง
“ ก็ได้ๆ ดูทำหน้าเข้าสิ ... ฉันไม่ยุ่งเรื่องของนายก็ได้... เพราะฉะนั้นเลิกทำหน้าดุได้แล้ว ไม่น่ารักเลย..”รอยยิ้มกับเสียงหัวเราะเบาๆ ที่ตอบรับหน้าบูดบึ้งของคนตรงหน้า อากิระคลายคิ้วที่ขมวดออกอย่างช้าๆ รุ่นพี่ยังยิ้มได้เสมอ
ไปไหนก็มีแต่รอยยิ้มที่อบอุ่นให้ทุกคน.. เพราะ ชีวิตของรุ่นพี่ไม่ได้เป็นอย่างเรา แต่ช่างเถอะ อย่าเอาชีวิตตัวเองไปเปรียบเทียบกับใครเลย เพราะเราต้องอยู่กับชีวิตตัวเองต่างหาก เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ยอมรับมัน และ ต่อสู้ให้ถึงที่สุด
“ งั้น ฉันไม่กวนนายแล้ว... นายจะไปตอนไหน...” ชินยะเอนกายลงช้าๆ คว้ากระเป๋ามาหนุนศีรษะ ปิดเปลือกตาลงช้าๆ
“ ประมาณบ่ายสองครับ...” อากิระมองหน้ารุ่นพี่อย่างงุนงง
“ งั้นช่วยปลุกฉันหน่อยได้มั๊ย...” ยังคงหลับตา และมีรอยยิ้มน้อยๆ เมื่อสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปช้าๆ
“ ครับ...” อากิระเหม่อมองมายังใบหน้าคมคายที่นอนหลับอยู่... ใบหน้าที่ผ่อนคลายนี้ ทำให้ภายในใจของเขาผ่อนคลายลงไปด้วย ทำไมนะ... แล้วก็รีบดึงสติกลับมาจดจ่ออยู่ที่สมุดอีกหลายเล่ม... สิ่งที่ต้องทำ...

ต้อง...


สายลมอุ่นพัดมาบางเบา อากิระหันไปมองรุ่นพี่ที่เหยียดตัวนอนยาวเป็นครั้งคราว..
วันนี้เป็นวันที่แปลกอีกวันของเขา... วันที่ได้เกี่ยวข้องกับรุ่นพี่คนดัง ... คนที่เหมือนอยู่คนละโลก...
โลกของรุ่นพี่ คงสนุก และมีความสุขในทุกวันสินะ แล้วเราล่ะ
เมื่อไหร่ เราจะหลุดไปจากโลกของเรา ที่เป็นอยู่นี้สักที ... สักวัน ถ้าเราเข้มแข็งพอ...
เราคงจะมีโลกที่มีความสุขของเราเองสินะ สักวัน...





เมื่อภาระที่ต้องจำยอมทำเสร็จสิ้น อากิระ ถอดแว่นตาออก ขยี้ตาเบาๆ เพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้า
รุ่นพี่บอกให้ปลุกนี่นา แล้วทำไมต้องมานอนตรงนี้ อืม เราก็แค่ปลุกแล้วแยกๆกันไป อากิระชะโงกหน้าก้มลงมองคนที่นอนหลับอยู่
สายตาที่พร่ามัวมองเห็นใบหน้าของรุ่นพี่สุดหล่อไม่ชัด แต่รู้สึกได้ถึงสายตาคมที่จ้องมองกลับมา..
อากิระค่อยๆขยับตัวออกห่าง เมื่อเห็นว่า รุ่นพี่คงตื่นแล้ว แต่มือหนาฉวยข้อมือเล็กไว้...
อากิระนิ่งอึ้งเมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองลึกลงมา สายตาที่ดึงดูดของรุ่นพี่ที่ค่อยๆยันตัวเองขึ้นมาช้าๆ
“ ไม่ใส่แว่นก็น่ารักดีนะ..” รู้สึกตัวอีกที เสียงกระซิบนั้นก็แนบชิดติดริมฝีปาก รู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นที่รดลงบนใบหน้า... และรู้สึกได้ถึง... สัมผัสที่ทาบทับบนริมฝีปากเรียวบาง... สัมผัสนุ่มนวลที่ไม่เคยได้รับมาก่อน ... ชินยะเอื้อมมือไปประคองใบหน้านุ่มของอากิระให้เงยขึ้นเล็กน้อยเพื่อตอบรับรสจูบที่อากิระไม่เคยได้รับมาก่อน
ค่อยๆเคล้าคลึงช้าๆ ดูดเม้มริมฝีปากบางขึ้นมา เพื่อสอดเรียวลิ้นคมเข้าไปลิ้มรสความบริสุทธิ์ มือนุ่มกระตุกเล็กน้อยเมื่อบ่อความหวานถูกบุกรุกครั้งแรก ... ความหวาน และความบริสุทธิ์ภายใน ยิ่งเร่งเร้าให้ชินยะเกี่ยวกวัดลิ้นเล็กอย่างกระหาย บดขยี้ริมฝีปากนุ่มอย่างดูดดื่ม ความหวาบหวามที่ได้รับทำให้รุ่นน้องผู้อ่อนประสบการณ์แทบไร้เรี่ยวแรง มือเล็กยึดที่อกรุ่นพี่อย่างสั่นๆ และขยุ้มแน่นเข้าไปอีก เมื่อสติเริ่มกระเจิงไปพร้อมกับอากาศหายใจที่น้อยลงทุกที... ชินยะถอนริมฝีปากออกเมื่อเห็นว่า อากิระจะแย่แล้ว... เขาก้มมองดูรุ่นน้องที่หน้าแดงก่ำด้วยรอยยิ้ม ริมฝีปากนั่นแดงสดเข้าไปอีก อากิระหอบหายใจน้อยๆ และเลี่ยงที่จะสบตารุ่นพี่ เหมือนรู้ตัว อากิระรีบคลายมือที่ขยุ้มเสื้อที่อกรุ่นพี่จนยับออก ชินยะหัวเราะเบาๆกับท่าทางน่ารักของคนตรงหน้า ใบหน้าคมคายที่ยื่นเข้ามาหาอีกครั้งทำให้อากิระผงะหนีออก แต่ชินยะก็ฉวยข้อมือเล็กแล้วดึงเข้ามาใกล้ๆอีกครั้ง

“ จูบแรกของนาย...เป็นของฉันนะ...” เสียงนุ่มกระซิบที่พูดชิดติดริมฝีปาก แล้วก็จุมพิตเบาๆที่แนบสนิทบนริมฝีปากนั้นอีกครั้ง ชินยะหยิบแว่นมาสวมใส่ให้อากิระ แล้วยิ้มเท่ห์ๆตอบรับอาการของรุ่นน้องที่อึ้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนค้างไปแล้ว
.
.






“ ยังไปไม่ถึงไหนเลยหรอวะ ไอ้ชิน...” ยูสุเกะพูดพลางตักเค้กชอคโกแลตเข้าปาก
“ เพิ่งเริ่มเกมส์ มาไม่กี่วันเองนะ ยูสุ... “ ชินยะหัวเราะเบาๆ เพิกเฉยต่อปลายสายตาที่มีแววเยาะเย้ยนิดๆ
ของยูสุ
“ โหยยยย นึกว่า จะเก่งจริง..” ยูสุยิ้มกว้าง แสดงความสบประมาทอย่างไม่มีปิดบัง
“ ยูสุ ชินยะมันไม่ใช่พวกมอมเหล้าคนอื่นนะ ที่จะได้ภรรยาภายในคืนเดียว “ เคตะคนมาดนิ่งพูดด้วยถ้อยคำที่เข้าข้างฝ่ายตรงข้ามในการพนันด้วยท่าทีเรียบเฉย ยูสุจิ๊ปากอย่างเสียอารมณ์ แกอยู่ฝ่ายไหนกันแน่วะ..
“ ถูก แต่อย่างฉัน ไม่ต้องใช้เหล้า ก็หาเมียได้นะ แต่นั่นคงต้องเกี่ยวข้องกับตัณหาล้วนๆอ่ะนะ กรณีนี้ ฉันอยากใช้ความรู้สึก เกี่ยวกับเรื่องของจิตใจเท่านั้น... ที่ตกลงกัน นายไม่ได้ต้องการในรูปแบบนั้นหรอ ยูสุ “ ชินยะพูดประโยคที่ยั่วยุอารมณ์ของยูสุด้วยท่าทีเรียบเฉยกว่า...
“ อืม ก็ถูก ไถไปเรื่อยนะแก...” ยูสุเริ่มจิ้มเค้กอย่างเสียอารมณ์
“ เด็กคนนั้นเป็นไงบ้าง ...” เคตะถามด้วยความอยากรู้ระดับปกติ เพราะหน้าไม่ได้เหมือนคนอยากรู้เลย
ชินยะเงยหน้าขึ้นมา ตรงหน้าที่เป็นสายตาใคร่อยากรู้ของเพื่อนรักทั้งสอง กลายเป็นใบหน้าสวยหวานที่ซ่อนอยู่ใต้กรอบแว่นหนาสีดำ ริมฝีปากแดงสดที่เห่อช้ำเพราะจูบเผยอหอบหายใจเล็กน้อยในตอนนั้น... ทำเอาใจสั่นขึ้นมา เขาลูบที่อกตัวเองเมื่อนึกถึงแรงเบาๆที่ถูกขยุ้มด้วยมือเล็กของคนที่อ่อนประสบการณ์ ... เหตุการณ์เมื่อวานเหมือนเกิดขึ้นในตอนนี้ ... ทำไมคนที่ดูธรรมดา และบริสุทธิ์อย่างนั้น ถึงตราตรึงในใจเขานัก ... น่าหลงใหล
แกร๊ง ช้อนเล็กร่วงหล่นจากมือที่จู่ๆก็อ่อนแรงของชินยะ...
“ หวาน...” คำเดียวที่ทำให้ทั้งยูสุและเคตะต่างเลิกคิ้วสูง
“หืมม ... หวานหรอวะ งั้นก็เอามาให้ฉันกิน แพงจะตาย เค้กร้านนี้..” ชินยะยิ้มน้อยๆเมื่อมือหนาของคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรคว้าจานเค้กของเขาไปกินหน้าตาเฉย ต่างกับคุณชายอีกคนที่มองหน้าเขาอย่างมีความหมาย...
จูบแรกของคนคนหนึ่งมันหวานน่ะ ยูสุ...
“ เคตะ แกรู้สึกยังไงเรื่องการกลั่นแกล้งในโรงเรียน..” ชินยะถามด้วยน้ำเสียงธรรมดาแต่เพื่อนทั้งสองพอจับได้ว่า เครียดนิดๆ
“รู้สึกดีมั้ง ถามได้... ไอ้บ้า...” ยูสุเจ๋อตอบแทน กำลังจะหัวเราะแต่ก็ต้องชะงักเมื่อชินยะทำหน้านิ่งๆ
“ ทำไม เด็กคางิโมโต้โดนรังแกหรอ...” เคตะหันมามองหน้าชินยะ
“ ไม่รู้สิ ... ไม่แน่ใจ “ ชินยะเหม่อมองออกไปนอกร้าน.. ยูสุเริ่มมองตามอาการของเพื่อนด้วยความเป็นห่วง
“ ฉันว่าอาจจะใช่... เพราะ คางิโมโต้ เคยเป็นลูกเศรษฐีเก่า นายกับฉันก็เคยไปงานบ้าน คางิโมโต้ตอนเด็กๆน่ะ จำได้รึเปล่า ตอน ห้าขวบ..” ยูสุหลี่ตาเมื่อเห็นเคตะพูดด้วยมาดนักวิชาการอย่างบอกไม่ถูก แต่มันก็มีเสน่ห์หวะ
“ 5 ขวบ อนุบาลสาม = =’ ตอนป. สี่ ฉันยังจำคนที่เป็นจูบแรกฉันไม่ได้เลย.. เคตะ นายนี่มันสุดยอดจริงๆ “ ยูสุพูดขำๆ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด ..ก็ไอ้ชินมันยังเงียบอยู่เลยง่ะ
“ อืมม ชินยะ มันคงจำไม่ได้... “ เคตะไม่ขำด้วย ยังดำเนินเรื่องของตัวเองต่อช้าๆ
“ เป็นลูกเศรษฐีเก่า แล้วมันเกี่ยวไรวะ คนรวยดิ่ถึงไม่โดนแกล้ง...” ชินยะหัวเราะเบาๆเมื่อยูสุชิงพูดสิ่งที่เขาคิดในใจ ช่างเป็นเพื่อนรักเสียจริง
“ เมื่อสามปีที่แล้ว บ้านคางิโมโต้ล้มละลาย คุณคางิโมโต้กับภรรยา ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ที่หลายคนคิดว่า น่าจะเป็นการฆ่าตัวตาย... ( ยูสุเกะอ้าปากค้าง ) ทิ้งลูกชายสองคน... “ เคตะหยุดพูด..
“ แล้ว...” ยูสุตลกคนเดียวเมื่อทั้งเขาและชินยะพูดขึ้นมาพร้อมกัน ชินยะหันไปมองหน้าเคตะอย่างคาดคั้นให้พูดต่อ
“ การปิดตัวลงของเครือบริษัทคางิโมโต้ ทำให้บริษัทรายย่อยทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง ต่างปิดตัวลง...
หลายครอบครัวต้องยากจน... บางครอบครัวถึงขนาดล้มละลายตาม... “ เคตะพูดช้าๆ แม้ว่า เพื่อนทั้งสองจะทำสีหน้าคาดคั้นให้ถ่ายทอดเรื่องราวให้หมดและโดยเร็ว...
“ แล้วหลายครอบครัวนั้น ก็มีลูกเรียนโรงเรียนนี้ อืมม... โฮ่ๆ ฟังดูแล้วชีวิตเด็กนั่นไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลย... แต่คางิโมโต้เองก็ล้มละลายด้วยทำไมต้องซ้ำเติม..” ยูสุเกะยิ้มแหยๆ
“ เรื่องมันคงจะไม่เลวร้าย ถ้า ทรัพย์สมบัติที่เคยได้มา เขาไม่ฉ้อโกงคนอื่นมาก่อน..” เคตะยกแก้วน้ำมาดื่มอย่างช้าๆในขณะที่ยูสุเกะยิ้มแหยๆ
“ ดีนะ ที่บ้านฉันไม่โดนโกงไปด้วย เพราะบ้านฉันขายหมู..” ยูสุเอนหลังไปพิงเก้าอี้แล้วเกาคางอย่างใช้ความคิด ( ใช้ทำไม -*- ) ชินยะพ่นลมหายใจแล้วหัวเราะหึในลำคอ
“ คางิโมโต้ร่ำรวยมาจากการเบียดเบียนคนอื่นน่ะ ชินยะ หนึ่งในนั้น คือ ตระกูลเราสองคนด้วย แต่ ก็ไม่ได้เอาเปรียบอะไรเรามาก เพราะเป็นตระกูลใหญ่เหมือนกัน พวกธุรกิจรายย่อยต่างหาก ที่ตระกูลนี้เอาเปรียบมาตลอด 20 ปี...” เคตะยังคงถ่ายทอดเรื่องราวช้าๆด้วยมาดที่สุขุม
“ เข้าใจละ ... แต่นายเป็นประธานนักเรียน ไม่เคยได้ยินเรื่องกลั่นแกล้งผ่านหูบ้างหรอ “ ชินยะถอนหายใจเบาๆ
“ ได้ยิน โรงเรียนนี้มี นักเรียนสองสามพันคน คนที่ถูกรังแก มีสามร้อยกว่าคน ฉันเรียนจบม.ปลายไปสามรอบก็ตามแก้ปัญหานี้ไม่จบ..” เคตะขมวดคิ้วขึ้นมาในทันที เพื่อนทั้งสองคนต่างมองหน้ากัน เรื่องนี้คงทำให้เคตะเครียดไม่น้อย เพราะไม่ว่า จะเจอปัญหาอะไรเคตะไม่เคยขมวดคิ้วเลย นอกจากยิ้มรับ ครั้งนี้คงเป็นปัญหาที่เขาแก้ไม่ตก
“ เออ ก็จริง คือฉันว่า มันเป็นเรื่องของความเข้มแข้งอ่ะนะ เพราะฉะนั้น ต้องยืนหยัดด้วยตัวเอง... รึว่า แกจะตามไปต่อยพวกที่รังแกคางิโมโต้ เรียกคะแนนก็เท่ห์ไม่หยอกเลยนะ...” ยูสุหันกลับมาจัดการเค้กต่อ ไอ่นักมวยชิน ^w^.. หัวะๆ
“ ไม่ได้หรอก ก็เหมือนอย่างที่นายบอก มันเป็นเรื่องของความเข้มแข็ง..” ชินยะคนช้อนเล็กในถ้วยที่มีน้ำกาแฟเกือบเต็มแก้ว นึกถึงหน้าของเด็กนั่น หน้านิ่งๆเรียบเฉยที่ดูเหมือนยอมรับทุกอย่าง
“ เฮ่ยย ไม่กินก็อย่าคนเล่น เสียของ เอามานี่ ดูหน้าพวกแกสองคนดิ่ เหม่อลอยไปในอาณาจักรความเครียดทั้งคู่ อืมมๆ พวกแกอย่าคิดมากเลยนะ พวกเราตามไปปกป้องเด็กที่โดนรังแกทุกคนไม่ได้หรอกนะ พวกนั้นต้องยืนหยัดเอง .... “ พรวด!! คำพูดที่แสนจะจริงจังที่หลุดออกมาจากปากที่มักปล่อยแต่คำพูดที่กวนโอ๊ยของยูสุ ทำเอาเพื่อนทั้งสองเกิดอารมณ์ขันรุนแรง แม้กระทั่งเคตะ คนสุขุมยังเกือบพ่นกาแฟที่เพิ่งดื่มเข้าไป นับประสาอะไรกับชินยะที่หัวเราะหลุดโลกไปแล้ว ... ยูสุเกะขมวดคิ้วในทันที...
“ นายเป็นคนน่ารักหวะ...” ชินยะพยายามกลั้นหัวเราะ ยูสุเกะพลันเปลี่ยนเป็นยิ้มอย่างเขินๆ
“ น่ารักเหมาะกับเป็นแฟนน้องนายมั๊ยหล่ะ...” น่านน... จ้องตลอด...
“ ประสาท...” ชินยะคิ้วกระตุกวูบในทันควัน กลายเป็นเขาที่ต้องขมวดคิ้วเอง... ไอ่นี่ -*-

.
.
.





“ นี่จ้ะ... น้ำซุปแล้วก็เส้น แยกถุงกันนะจ้ะ... ” เสียงนุ่มและรอยยิ้มเอ็นดูของคุณน้าร้านราเม็งที่อากิระทำงานพิเศษอยู่ทุกวัน
“ ขอบคุณครับ “ อากิระรับถุงพลาสติกที่ห่อหุ้มถุงเล็กอีกสองสามถุงข้างใน
อาหารค่ำที่คุณน้าร้านราเม็งจะมีให้เขาเสมอในทุกๆวัน อาหารที่เหลือจากการขายราเม็งที่เสร็จสิ้นลงในทุกวัน
คุณน้าใจดีกับเขาเสมอ ความเมตตาน้อยนิดที่เขาจะได้รับเมื่อเทียบกับความโหดร้ายที่เขาต้องเผชิญ
“ รีบกลับเถอะจ้ะ ดึกขนาดนี้ ยูโตะคงหิวแย่เลย...” คุณน้ายิ้มหวาน ต่างกับสามีของเธอที่ยืนหน้าบึ้งไม่พอใจอยู่ข้างๆ
“ ขอบคุณมากๆเลยะครับ...” อากิระเริ่มมีน้ำใสคลอตา
“ ไม่เป็นไรจ้า รีบไปเร๊ว น้องรอแย่แล้ว..” อากิระโค้งขอบคุณอีกครั้ง แล้วรีบก้าวเท้าเดินออกไปจากร้าน
ระยะที่เริ่มก้าวห่างไกลออกมา แต่ไม่ไกลพอที่จะไม่ได้ยินคำพูดที่ว่า... “ ไปทำดีกับไอ้ลูกคนขี้โกงทำไม...”
เพียงเท่านั้น น้ำตาที่กดเอาไว้มันก็เริ่มไหล..
เมื่อก้าวเดินที่โดดเดี่ยวยามค่ำคืน และเสียงภายในใจที่กู่ร้องให้เข้มแข็ง ... กลับทำให้ร่างบางยิ่งหลั่งน้ำตา..



“ กลับไปซะได้ก็ดี..” เสียงทุ้มกับร่างคนสามสี่คนที่ยืนขวางทาง
“ ทาเคชิ... คุณน้าห่วงนายอยู่นะ ทำไมไม่รีบกลับบ้านล่ะ... “ อากิระรีบพูดด้วยความเป็นห่วง..
“ ก็เพราะมีแกอยู่น่ะสิ ฉันเลยไม่อยากกลับไปที่ร้าน เหม็นขี้หน้า..” พูดด้วยน้ำเสียงชิงชังสุดขีด
“ ถึงอย่างนั้น นายก็น่าจะกลับไปช่วยพ่อแม่ทำงานนะ...” อากิระพูดเสียงเบา เพราะรู้ว่า เขาคงไม่พอใจที่ได้ยิน
“ ถุยย กล้ามาสั่งฉันอีก... รู้มั๊ย ฉันยิ่งเหม็นขี้หน้าแก...” มือหนาฉวยบีบเข้าที่คาง อากิระกัดฟันแน่นไม่ให้ตัวเองร้องโอยออกไป เพื่อนของทาเคชิสาวเท้าเข้ามาใกล้ๆ
“ ดูใกล้ๆก็สวยดีหวะ... ” เสียงส่อแววไม่หวังดีแทรกเข้ามาในหูของคนที่ถูกคุกคามอยู่
“ ทาเคชิ แกไม่สนบ้างหรอวะ “ อีกคนชะโงกหน้าเข้ามา แววตากระหื่นกระหายในร่างสวยมาก
“ ไม่... โสโครก พวกขี้โกง... เลือดชั่วของพ่อแม่มันก็อยู่ในตัวมันนั่นแหละ..” ทาเคชิเหยียดยิ้มอย่างน่าขยะแขยง
“ แล้วนายไม่ชั่วรึไง ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณพ่อแม่...” อากิระสะบัดหน้าออกจากอุ้งมือแกร่ง แล้วตวาดเสียงดัง ...ตัวสั่นเพราะโมโห เมื่อถูกก่นด่าถึงพ่อแม่ที่จากไปแล้ว.. คนที่จากไปแล้ว

ผลัวะ !! ฝ่ามือหนักฟาดลงที่ใบหน้าสวย อากิระหน้าหันด้วยแรงตบ.. ทาเคชิหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห
รู้ว่า ทาเคชิเกลียด แต่อากิระไม่เคยคิดเลยว่า เขาจะมีความเกลียดชังในตัวอากิระมากถึงขนาดนี้...
“ จะเอาไปทำอะไรก็ทำ ... ทำแบบที่พวกแกคิดว่า ฉันจะพอใจ..” เสียงเย็นที่หลุดออกมาจากปากของทาเคชิ ทำให้อากิระตกใจ มือหนากระชากเข้าที่แขนของอากิระ ร่างบางปลิวตามแรงหนักที่โดนกระชาก แต่ก็มีสติที่จะเอาตัวรอด เขาเหวี่ยงถุงอาหารที่ได้มาไปที่ร่างของคนที่กำลังฉุดกระชาก ถุงอาหารแตกในทันที น้ำร้อนที่บรรจุภายในสาดกระจายออกมารอบๆ กระเด็นโดนหน้าเพื่อนชั่วของทาเคชิถึงสองคน ทั้งสองลงไปนอนกองกับพื้น
“ โอ๊ยย ...” อากิระร้องด้วยความเจ็บปวด เพราะ น้ำร้อนนั้นราดลงที่ขาของเขาด้วย
“ ฤทธิ์มากนัก..” ทาเคชิเหวี่ยงหมัดเข้าไปที่ท้องของอากิระอย่างแรงจนร่างเล็กทรุดลงไปกองพื้น แล้วมือหนาจิกที่เส้นผมของอากิระลากเข้าไปในซอยมืดข้างๆ
“ ฉันจะจัดการแกเอง..” ทาเคชิกระชากเสื้อและกางเกงของอากิระออก อากิระใช้มือปัดหน้าของทาเคชิเป็นพัลวัน
“ มานี่สิวะ ไอ้พวกโง่ ...” เพื่อนที่ร้องโอดโอยคลานเข้ามาตามคำสั่งของทาเคชิ ทาเคชิจับขาของอากิระแยกออก
“ กดแขน กับ ขามันไว้...” เพื่อนทั้งสองรีบกดขาและแขนของคนที่ขัดขืนสุดกำลังไว้... จนไม่สามารถดิ้นรนได้...
อากิระ... ไม่สามารถหนีได้...

.
.
.




“ ชินยะแกรู้สึกยังไงกับพวกข่มขืนคนอื่นวะ...” ยูสุที่นั่งเบาะหลังชะโงกหน้ามาถามชินยะที่ขับรถอยู่ เคตะที่นั่งที่นั่งข้างๆคนขับยังคงเหม่อมองออกไปข้างนอก
“ น่าอาย...” ชินยะตอบอย่างไร้อารมณ์
“ โหยยย พูดแบบคนดีเขาพูดเลย ฉันว่า เลวทราม ต่ำช้าหวะ... จอดรถดิ๊...” ยุสุตบที่บ่าของชินยะอย่างแรง
“ มีอะไร ยูสุเกะ...” เคตะหันมาถามด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อน เพราะตอนนี้สมองกำลังขบคิดปัญหาหลายอย่าง
“ ก็เมื่อกี๊ เหมือนเห็นอะไรบางอย่างที่ซอยตะกี๊อ่ะ ถ้าไม่หมาคุ้ยขยะ ก็ คนกำลังโดนข่มขืนแหละ..” ยูสุกระโดดลงจากรถทันทีที่จอด
“ แล้วทำไมไม่รีบบอกวะ...” ชินยะออกวิ่งตามยูสุเกะไป แล้วภาพที่เห็น คือ.. คนสามคนกำลังก้มทำอะไรบางอย่าง เมื่อเข้าไปใกล้อีก ชินยะพบว่า ร่างหนึ่งกำลังขึ้นคร่อมร่างเล็กที่ถูกกดแขนกดขาอยู่ ไม่ต้องคิด...ชินยะเหวี่ยงขาเตะคนที่กำลังโน้มตัวลงไปหาคนที่นอนอยู่อย่างแรง ทาเคชิกระเด็นออกมาด้วยแรงเตะ ลงไปนอนกองกับพื้น
เพื่อนทาเคชิทั้งสองคน ลุกขึ้นอย่างลนลาน เตรียมวิ่งหนี แต่เจอยูสุจับตัวอัดกระแทกเข้าหากัน
“ ปี 1 ห้อง C หรอ เลวมาก...” เคตะ ยืนมองด้วยสายตาเกลียดชังอย่างที่เขาไม่เคยมีให้ใครมาก่อน
“ ขออัดพวกชั่วๆสักสองสามทีหน่อยเถอะ...” ยูสุสวนหมัดเข้าที่หน้าเด็กชั่วๆ

ชินยะหันกลับมา ยังร่างเปลือยเปล่าที่ค่อยๆยันตัวขึ้น แล้วขดตัวมองอย่างหวาดกลัว...
“ คางิโมโต้ !! “ ร่างสูงอุทานด้วยความตกใจ
“ ไม่เป็นไรนะ.. “ชินยะถอดเสื้อคลุมออกมา ก้าวเท้าเข้าหาอากิระที่ถอยหลังหนีอย่างช้าๆ ใบหน้าที่บวมช้ำ คราบน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม ทำเอาชินยะเริ่มมีน้ำตา...
“ พี่เอง ... รุ่นพี่ชินยะไง..” ชินยะพูดด้วยเสียงแผ่วเบา แล้วก้าวเท้าเข้าหาอย่างช้าๆ อากิระถอยหลังหนีจนติดกำแพง..
ร่างสูงเข้ามาหาจนชิด อากิระปัดมือที่พยายามจะเอาเสื้อคลุมร่างกายที่เปลือยเปล่าของคนที่โดนรังแกอย่างบ้าคลั่ง... เคตะยืนมองเหตุการณ์อย่างสะเทือนใจ ยูสุหันมามองชั่วแวบ แล้วอารมณ์โกรธก็พรั่งพรู ... หันกลับไปซัด
คนที่นอนกองกับพื้น จนเคตะต้องไปห้าม
“ ไม่เป็นไร ... ไม่เป็นไร... พี่อยู่นี่นะ...” ชินยะพูดอย่างอ่อนโยน แล้วดึงร่างเล็กเข้ามากอด แม้ว่าแรงขัดขืนจะไม่ยอมหยุด อากิระผลักไสชินยะออกด้วยความหวาดกลัว แต่ชินยะก็ไม่ยอมปล่อยเขาออกจากอ้อมกอด ยังคงดึงรั้งคนที่อ่อนแอไว้ ... พลางลูบที่ผมเบาๆ
“ พี่อยู่นี่นะ ไม่มีคนรังแกนายแล้ว...” ชินยะกระซิบเบาๆที่ข้างหูอากิระ สัมผัสอุ่นที่ได้รับเรียกสติของอากิระให้กลับมา อากิระปล่อยโฮ ร้องไห้ ตัวสั่นฮึกฮักในอ้อมกอดของรุ่นพี่.. ชินยะกระชับเสื้อคลุมที่คลุมร่างกายอากิระให้มิดชิด... แล้วอุ้มร่างบางขึ้นมา..
” จะพาอากิระไปหาหมอ.. มีบาดแผลตามตัว..” ชินยะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆที่น่ากลัวนัก
“ อืม ไปเถอะ ฉันจัดการกับพวกนี้เอง..” เคตะหันกลับไปมองพวกทาเคชิด้วยสายตาเย็นชา...


“ อยากจะฆ่าให้ตายนัก... “ ชินยะหันมามองทาเคชิและเพื่อนๆด้วยสายตาเหี้ยม... ยูสุเกะเองยังสะอึกเมื่อเห็นความอาฆาตที่ฉายในแววตาของเพื่อนซี้ขี้เล่นอารมณ์ดีคนนี้

ร่างสูงอุ้มอากิระที่หวาดผวา ฮึก ฮึก แววตาที่ยังตระหนกอยู่ของอากิระ ยิ่งทำให้ชินยะสะเทือนใจ
เขาวางร่างบางลงที่เบาะรถอย่างแผ่วเบา...
กดริมฝีปากลงบนหน้าผากของคนที่ตัวสั่นไหว... ใช้ฝ่ามืออุ่นลูบที่แก้มนุ่มอย่างช้าๆ ราวกับปลอบประโลม
“ ไม่เป็นไรแล้ว พี่อยู่นี่นะ.. นายปลอดภัยแล้ว ”

to be continued.

Free Web Hosting