[SF]ANYONE BUT YOU…3
( SHINXAKI/YUSU/KEI.T )


Author… Jdi



 

 “ แผลที่โดนน้ำร้อนลวก  ต้องมาลอกแผลทุกวันนะครับ  จนกว่าแผลจะแห้ง “  ร่างสูงยืนรับฟังคำจากบุรุษพยาบาล มืออีกข้างพยุงรุ่นน้องที่ได้รับบาดเจ็บที่หันหน้าเหม่อลอยไปทางอื่น

“ ครับ... ขอบคุณมากเลยนะครับ..” ทันทีที่บุรุษพยาบาลเดินออกไปหลังจากแนะนำคนไข้เรียบร้อยแล้ว

ชินยะหันกลับมาหารุ่นน้องที่ตอนนี้ไม่มีน้ำตาแล้ว เหลือเพียงคราบน้ำตาและแผลที่เป็นร่องรอยของเหตุการณ์ร้ายนั่น...  แผลที่น่ากลัวนัก  ชินยะยังจำได้ติดตา ...  ผิวเนื้อที่ถูกความร้อนแผดไหม้... รอยแดงยาวที่ขาของอากิระ  รอยแดงจัดที่ตัดกับผิวขาวเนียน  น่ากลัวยิ่งนักที่มันเป็นรอยแดงทางยาวตามน้ำร้อนที่ราดไหลลงไปตามขาเกือบ 40 เซนติเมตร...  คนที่เป็นเจ้าของบาดแผลนั่นคงเข้าใจความเจ็บปวดนั้นได้ดีที่สุด... อากิระนิ่งเงียบ  ใบหน้าที่หันหนีไปเปิดเผยอีกด้านให้ชินยะเห็นรอยฝ่ามือเด่นชัดที่ถูกฟาดลงบนใบหน้าของอากิระ

“ อากิระ...”  ชินยะเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา ...  ตอนนี้เขารู้สึกว่าทุกอย่างเปราะบาง

“ ครับ..” อากิระหันมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย...   ชินยะนิ่งอึ้ง

“ เดี๋ยวพี่ไปส่งบ้านนะ ... “

“ ครับ...” คำหนักที่ตอบรับ  และใบหน้านั้น  เด็กคนนี้เข้มแข็งกว่าที่เขาคิดนัก... เพียงไม่กี่ชม.  ใบหน้าที่หวาดกลัวตอนนั้น ตัวที่สั่นฮึกฮัก ในตอนนี้ ไม่มีอีกแล้ว

.

.

.

 

ทันทีเปิดประตูรถให้อากิระลง  ชินยะเงยหน้าขึ้นไปมองอพาร์ทเม้นท์เก่าแก่นี้...

ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า  อากิระจะพักที่นี่...  อพาร์ทเม้นท์ที่ทุกคนในละแวกต่างรู้ว่าสภาพไม่ค่อยดีแล้ว

ไม่ค่อยมีใครมาเช่าอยู่ ...  ชินยะเอื้อมมือไปพยุงอากิระที่กำลังก้าวลงจากรถ

“ ขอบคุณรุ่นพี่มากๆเลยนะครับ ที่ช่วยผม...”  อากิระย่อตัวลงจะคุกเข่า...

“ เฮ้ยยยย...  ไม่ๆ อากิระ อย่าทำอย่างนี้...”  ชินยะดึงแขนอากิระที่ค่อยๆยันตัวขึ้นมา  เม้มปากแน่นเพราะความเจ็บปวดที่แผล...

“ ขอบคุณจริงๆ ...”  อากิระพูดเสียงเบา ทิ้งสายตาลงพื้นอย่างล่องลอย

“ เดี๋ยวฉันไปส่งนายที่ห้องนะ...” ชินยะพยุงอากิระเดินไป

“ อย่าเลยครับ ... เท่านี้ก็รบกวนรุ่นพี่จะแย่  ค่ารักษาพยาบาลผมจะชดใช้คืนให้ทีหลังนะครับ  “ อากิระดึงแขนออกแล้วขยับตัวออกห่าง

“ ให้ฉันไปส่งเถอะ..”  ชินยะเสียงแข็ง  แล้วยื่นมือมาให้คนที่ยืนนิ่ง  อากิระเอื้อมมือมาจับมือหนาของรุ่นพี่  ชินยะยิ้มบาง...  อากิระมองหน้ารุ่นพี่อย่างชั่งใจก่อนที่จะเอ่ยคำว่า

“ ขอบคุณครับ..”

.

.

.

 

ชินยะสลดใจ  ในเมื่อสิ่งที่เขาเห็นมันช่างแตกต่างกับที่อยู่ของเขาราวกับฟ้ากับเหว ตึกนี้ มีรอยร้าวไปหมด  หยากไย่เกาะผนังอย่างไม่มีการกำจัด.. บางห้องก็เปิดประตูกว้างเผยให้เห็นวงเหล้าที่กำลังเมาแอ๋เกลือกกลิ้งกันอยู่ภายในห้อง

ห้องของอากิระอยู่ชั้น 3  ลึกเข้าไปอีก...  เป็นห้องริมสุด สภาพหน้าห้องก็เก่าไม่แพ้ห้องอื่น ...

เขาไม่หันมามองหน้าชินยะเลย  ...  อากิระเลี่ยงที่จะเห็นสีหน้าที่สงสารของรุ่นพี่

ก๊อก  ก๊อก...  อากิระเคาะประตูสองครั้ง 

แอดดด  ประตูค่อยๆแง้มออก ส่วนหนึ่งของศีรษะที่มีผมเงาดำชะโงกออกมา ตามด้วยดวงตาหนึ่งคู่ของเด็กตัวเล็กที่ซ่อนอยู่หลังประตู

“ พี่... พี่อากิมาแล้ว ยูโตะ ...” เสียงเล็กเจื้อยแจ๊ว  กับดวงตาเล็กๆ จ้องมองคนแปลกหน้าที่ยืนข้างพี่ที่รักตาแป๋ว 

“ ใครอ่ะ...”  ไอ้หนูตัวเล็กจ้องมองชินยะอย่างงงๆ... เกาหัวแกรกๆ  ชินยะหัวเราะเบาๆ  หน้าตาเหมือนอากิระ  น่ารักมากๆด้วยสิ

“ สวัสดีครับพี่ชินยะสิ  ยูยะ  ...” อากิระยิ้มบางเมื่อเห็นน้อง  ชินยะมองอากิระด้วยความประหลาดใจกับรอยยิ้มนั่น ยูยะกระโดดออกมาจากหลังประตู

“ สวัสดีครับ ! “ ยูยะยิ้มแป้น

“  ถอยออกมาสิ ยูยะ  เราขวางทางพี่เขาอยู่นะ...” หนุ่มน้อยหน้าตาหล่อแต่เด็กที่เดาว่าน่าจะอยู่ชั้นประถมดึงร่างเจ้าหนูถอยออกไปเบาๆ  แต่ก็ต้องค้างมองหน้าชินยะอย่างสงสัย...  หันไปมองมือหนาที่เกาะเกี่ยวแขนพี่เขาอยู่ พลันเปลี่ยนเป็นจ้องหน้าเขม็ง

“ ยูโตะ  นี่พี่ชินยะ ... เขามีพระคุณกับพี่ ... “ อากิระมองยูโตะอย่างดุๆเมื่อเห็นว่า น้องชายแสดงออกว่าไม่ชอบแขกคนนี้อย่างเห็นได้ชัด

“ สวัสดีครับ...  ขอบคุณที่ให้ความช่วยเหลือพี่ผมนะครับ...” ยูโตะโค้งศีรษะลง  ชินยะกลั้นหัวเราะแทบไม่ไหว...  เมื่อเห็นกิริยาท่าทางของเด็กหนุ่มหน้าตาดีคนนี้ มีเชื้อลูกผู้ดีเต็มเปี่ยม  เหมือนเจ้าเคตะไม่มีผิด  แถมหน้าตายังดูฉลาดปราดเปรื่องเหมือนกันด้วย..  แล้วยูโตะก็สอดมือเข้าไปที่แขนอีกข้างของอากิระแล้วดึงพี่ชายออกมาจากแขนที่เกาะของชินยะ ลากพี่ชายที่เซเล็กน้อยเข้าหาตัว  ชินยะปล่อยมือออกจากแขนอากิระ ดูท่าจะหวงพี่แหะ...

“ ยูโตะ...”  อากิระปรามน้องขณะที่กะเผลกเท้าเพราะเซเล็กน้อย

“พี่เป็นอะไร.. ไปทำอะไรมา ..” ยูโตะซักเสียงดัง 

“ พี่อากิ เจ็บขาหรอ...”เจ้าตัวน้อยยูยะเดินเข้าไปเกาะขาพี่ชาย  ชินยะมองดูใบหน้าใสของอากิระที่เริ่มมีน้ำใสคลอตา  เขาย่อตัวลงกอดน้องชายตัวเล็ก เม้มปากแน่นเพราะอดทนต่อความเจ็บปวด แล้วดูเหมือนพยายามจะกลั้นน้ำตาไว้ เมื่อชินยะเห็นว่าอากิระเงยหน้าขึ้น

“ ไม่มีอะไรหรอกนะ... ไม่ต้องห่วงพี่..” อากิระลูบหัวน้องชายเบาๆ

“  พี่ไปโดนอะไร  ใครทำอะไรพี่รึเปล่า... ทำไมวันนี้พี่กลับดึก ” กึก !  ชินยะสังเกตเห็นว่า อากิระสะดุ้งตัวเล็กน้อย  เขาเองก็สะดุดกึกในความคิดเช่นกัน  ยูโตะดึงแขนพี่ชายขึ้นมองหน้าอย่างคาดคั้น...

“ ไม่มีอะไรมาก เรื่องเล็กน้อยของพี่น่ะ...  เรื่องของพวกเราสำคัญกว่า.. กินอะไรรึยัง ” อากิระยิ้มเล็กน้อย  ชินยะสะเทือนใจ เมื่อเห็นยิ้มละมุนละไมที่อากิระมีให้น้อง  พี่น้องร่วมสายเลือดที่ไม่มีวันทำร้ายเขานอกจากมีความรักให้ต่อกันอย่างแท้จริง ...   เขารู้สึกได้ว่า  อากิระ

“ กินแล้วครับ  กินข้าวกล่องของพี่ยูโตะ วันนี้พี่มีกลับมาบ้านตั้งสองกล่อง...” ยูยะดึงแขนพี่ชายเขย่าเบาๆ

“ หืมมม...” อากิระหันไปมองหน้ายูโตะอย่างสงสัย

“ เพื่อนผู้หญิงที่โรงเรียนทำมาให้น่ะ ...  ผมไม่ได้กินหรอก  เอากลับมาบ้าน ... ก็วันนี้สังหรณ์ใจแปลกๆ แล้วก็จริง  เพราะวันนี้พี่ไม่มีอาหารเย็นมาบ้านนี่นา..”  ยูโตะมองสำรวจไปทั่วร่างกายของพี่ชายอย่างสงสัยไม่เลิก

“ พี่ขอโทษนะ  ทำตกแตกน่ะ... “ ชินยะมองหน้าอากิระที่พยายามพูดทุกอย่างให้ดูเหมือนปกติ  ทั้งที่น้ำร้อนที่ลวกขาเขาก็มาจากถุงอาหารที่เขาใช้มันช่วยชีวิตตัวเอง

“ อิ่มแล้วล่ะครับ  พี่อากิไม่ต้องห่วง..  แต่พี่ยูโตะเขาไม่กินนี่นา  เหลืออีกกล่องให้พี่อากิ ...” เจ้าน้อยเจื้อยแจ๊วออย่างไร้เดียงสา  ชินยะมองความน่ารักนั่นอย่างเอ็นดู

“ ทำไม..” อากิระละสายตาจากเจ้าตัวเล็กหันไปมองหน้ายูโตะ

“ พี่กินเถอะน่า  พี่เหนื่อยนี่นา  ผมกินขนมปังไปบ้างแล้ว...”  ชินยะสังเกตเห็นว่า ยูโตะหันไปมองน้องแบบดุๆ  ยูยะหน้าจ๋อยเล็กน้อย

“ ยูโตะ...” อากิระเสียงอ่อยด้วยความสะเทือนใจ  ที่เขาเองทำให้น้องไม่ได้กินอาหารเย็น เพราะห่วงพี่

“ งั้นก็มากินด้วยกัน  พี่พอใจรึยัง... แล้วพี่คนนี้ เขากินอะไรมารึยัง...”   ยูโตะหันมามองหน้าชินยะ ทั้งที่คำพูดดูห่วงใย แต่ใบหน้านั้นดูไว้ตัว และหวงพี่อยู่ ...  ชินยะขำในใจ  ยิ่งดูยิ่งเหมือนเคตะแหะ

 

ตึ๊ดตือดื่อดึ๊ดด...  ชินยะไม่ทันได้เอ่ยตอบกับยูโตะที่มีสีหน้าเคร่งขรึม ( เหมือนเคตะ )

“ พี่ชินยะ  ทำไมยังไม่กลับบ้านอีกล่ะคะ...  “  เสียงสาวน้อยบ้านทานิอุจิแว่วมาจากปลายสาย
” ครับๆ  กำลังจะกลับครับ...” ชินยะพึมพำเบาๆ

“ ค่า  มาไวๆนะ...  รอทานอาหารค่ำกับพี่เนี่ย  คุณพ่อกับคุณแม่ไม่อยู่...” เอมิน้องสาวที่รักตอบรับอย่างร่าเริง

 

 

 

“ อากิระ  พี่กลับก่อนนะ..”  ชินยะจะเอื้อมมือไปจับไหล่อากิระแต่ก็ชะงัก...  เมื่อสายตาของยูโตะที่จ้องมองเขม็งมา และยูยะที่มองตาแป๋วอยู่
” ครับ  ขอบ...”   ก่อนที่อากิระจะเอ่ยจบ รุ่นพี่สุดหล่อก็ยกมือห้ามเป็นเชิงไม่ต้อง...

“ แล้วเจอกันนะ  ไปก่อนนะ ยูโตะ .... ยูยะ... ดูแลพี่อากิระดีๆนะ...”  ชินยะก้มลงไปจับตัวยูยะเบาๆ แล้วยิ้มให้

ตัวเล็กยิ้มกว้างรับ...

“ ครับ! “  ยูยะตอบรับเสียงดัง

“ น้องนายน่ารักจัง  ขอหอมหน่อยได้มั๊ย..” ชินยะหันไปมองหน้าอากิระที่ยืนยิ้มอยู่ แล้วพยักเพยิดประมาณว่า ตามใจสิครับ ...   ช่วงเวลาที่อากิระมีรอยยิ้มแบบนี้ น่ารักจัง  ชินยะมองหน้าอากิระนานจนคนที่ถูกมองเริ่มงงๆ

“ พี่อากิระหอมทั้งสองแก้มเลย  หน้าผากด้วยคับ...” เสียงเล็กทำให้ชินยะเบนความสนใจมาที่เจ้าตัวเล็กที่ชี้ที่แก้มทั้งสองข้าง แล้วก็จิ้มหน้าผากตัวเองเบาๆ

“ งั้นซ้ำรอยพี่ชายเลยนะ...  “ ชินยะกดจมูกโด่งลงที่พวงแก้มใสทั้งสองข้างเบาๆ  แล้วโน้มหน้าลงไปจูบที่หน้าผากหนูน้อยเบาๆ  ...

“ ไม่รู้แก้มพี่ชายจะนุ่มและหอมแบบนี้รึเปล่า ... “  ชินยะพูดเบาๆ เมื่อลุกขึ้นยืน  เสียงกระซิบที่จงใจให้อากิระได้ยินเพียงคนเดียว  แล้วก็หัวเราะเบาๆเมื่อเห็นอากิระที่ทำหน้าเหวอไป...  น่ารักดี 

“ บ๊ายบายคับ..” ยูยะโบกมืออูมเล็กให้ชินยะที่กำลังจะเดินออกไป

“  บ๊ายบายครับ” ชินยะโบกมือตอบและยิ้มรับอย่างเท่ห์  ( เท่ห์จิงๆ – ผู้แต่ง ( เหรอ ? ))

 

แต่ทันทีที่ปิดประตู ถ้อยคำสุดท้ายที่ชินยะได้ยิน... “ รอยมือที่หน้า... ใครตบพี่ ! “

.

.

.

 

 

 

“ อิ่มแล้วหรอคะ “เอมิเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าพี่ชายวางช้อนลงทั้งๆที่กินไปสองสามคำเอง

“ พี่กินไม่ลง ...” ชินยะหยิบแก้วน้ำมาดื่ม  มีสีหน้าทุกข์ใจอย่างเห็นได้ชัด

“ ไม่อร่อยหรอ..”เอมิส่งสายตาห่วงใยไปให้พี่ชายที่นั่งอยู่ตรงข้าม

“ ทำไมอาหารมันเยอะเต็มโต๊ะอย่างนี้หล่ะ  เราทานกันแค่สองคนไม่ใช่หรอ “ ชินยะกวาดสายตาไปยังอาหารที่เต็มโต๊ะ  ทำไมต้องมากมายขนาดนี้...
” ก็วันนี้หนูอยากกินหลายอย่างเลยอ่ะค่ะ เลยสั่งให้แม่บ้านทำ.. แต่ทุกวันก็ไม่น้อยกว่านี้นะคะ  พี่ไม่ค่อยอยู่ทานอาหารค่ำด้วยกันนี่นา เลยไม่รู้น่ะสิ ”  เอมิพูดด้วยน้ำเสียงธรรมดา .. ทุกวันก็เป็นปกติอย่างนี้นี่นา

“ แต่เอมิกินไม่หมดนี่...” ชินยะแย้งและมีสีหน้าคาดคั้นน้องสาวที่ทำหน้างงๆ

“ ก็...” เอมิอ้าปากค้าง .. วันนี้พี่ชายเป็นไรง่ะ

“ คราวหลังอย่าฟุ่มเฟือยอย่างนี้อีกนะ... กินไม่หมดแล้วก็ทิ้งงั้นหรอ  เอมิต้องนึกถึงคนที่เขาไม่มีบ้างนะ

มื้อต่อไป สั่งให้แม่บ้านทำแบบอาหารจานเดียวพอนะครับ..” สิ้นคำแม้จะเป็นเสียงนุ่มเหมือนเคย แต่เอมิก็ประหลาดใจนัก ยิ่งเห็นชินยะกลับมาเริ่มกินอีกครั้งแล้วตักอาหารไปไว้ที่จานมากมาย 
” วันนี้พี่ชินยะแปลกจัง น่ากลัว...” งงหนักไปใหญ่  ที่วันนี้พี่ดูท่าจะพยายามกินทุกอย่างบนโต๊ะให้หมด..

เอมิจะช่วยกินให้หมดด้วยค่ะ...  แต่พอพยายามกินให้หมดจริงๆ มันก็... ลำบากท้องเหลือเกิน TAT

.

.

.

 

 

 

 

“ โว้ยยย  เลิกถอนหายใจซะทีได้มะ  กูรำคาญจะแย่...”  ยูสุเกะพับการ์ตูนที่อ่านแล้วเอาเท้าถีบเก้าอี้ของคนที่นั่งข้างหน้า แต่ก็ต้องชะงักเมื่อชินยะหันกลับมามองตาขวางแล้วหันกลับไปในทันควัน ทิ้งยูสุที่อ้าปากค้างอย่างงงๆ อะไรของมันฟร่ะ !?!

“ มันเป็นไรวะ..  นั่นคือไอ้ชินชิมิ...” ยูสุหันไปหาเคตะที่นั่งนิ่งอยู่กับตัวเองข้างๆอย่างงงๆ  เป็นไรง่ะ... มันไม่เคยถลึงตาใส่กรูอย่างนี้เลย..

“ อืมม  แล้วแกว่าใคร...  นั่นน่ะ ทานิอุจิ ตอนอารมณ์ไม่ดี... “ เคตะก้มหน้าพูดกับหนังสือ ไม่เงยหน้ามามองหน้าคนที่คุยด้วย ... ซึ่งยูสุก็ชินแล้ว  เคตะมันจะเงยหน้ามามองก็ต่อเมื่อไปกวนมันมากๆจริงๆ

“ ก็ไม่เคยเห็นมันทำหน้าตาดุดันเลยนี่หว่า   ล่าสุดที่มันทำก็เมื่อสองปีก่อน ตอนที่ต่อยกับเมิง  กร๊ากกกก  ขำวุ้ย “

เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เดือดในตอนนั้น ยูสุเกะก็เกิดอารมณ์ขันรุนแรง... เอาการ์ตูนกระแทกลงกับโต๊ะซ้ำๆ ปั๊กๆๆ

“ รักษาหนังสือหน่อย ยูสุ สันยับแล้ว..  อืม เรื่องนั้นมันก็นานแล้วนะ...”  เคตะหันกลับไปอ่านหนังสือเล่มหนาที่ช่างต่างประเภทกับหนังสือที่ยูสุเกะอ่านนัก เขากลับสู่ความสงบต่ออย่างไม่สนใจเสียงหัวเราะดังที่ยูสุสร้าง ยิ่งไอ้หน้าตาที่ขำกลิ้งน้ำตาเล็ดของยูสุนี่ เคตะยิ่งไม่มอง...  

“อยากรื้อฟื้นๆ ให้คุณผู้อ่านฟัง  กรักๆ ...  ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่ออ่ะนะ  เคะหนุ่มมาดขรึมต่อยกับชินนี่หนุ่มอารมณ์ดี  เพราะ...” ยูสุทำน้ำเสียงครึกครื้นไปไกล

“ พูดพอรึยัง...  ยูสุ...” ชินยะเสียงเข้มขัดประโยคของยูสุที่กำลังไหล

“ ยัง... ง่ะ พอก็ได้...” ยูสุยิ้มกว้างยียวนเพื่อนรักที่ทำหน้าหงิก  เคตะถอนหายใจเบาๆ  วอนหาเรื่องอีกแล้ว ยูสุ...

“ คางิโมโต้เป็นไงบ้าง...”  คราวนี้เคตะเงยหน้าขึ้นมาดูอาการเพื่อนแล้วเอ่ยถามถึงเด็กที่ต้องเจอเหตุการณ์ร้ายๆคนนั้น  ภาพของอากิระที่สร้างความสะเทือนใจในตอนนั้นผลุดขึ้นมาในสมอง...

“ ไม่เห็นหน้ามาหลายวันแล้ว ...  เหมือนกำลังหลบหน้าฉัน...” ชินยะเหม่อมองลงพื้น คิ้วมุ่นเข้าหากันเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด

“ อืมม  แล้วร่างกาย  สภาพจิตใจเป็นไงบ้าง...  คิกๆ “ ยูสุพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ
” ก็กรูบอกว่า ไม่เห็นหน้ามาหลายวันแล้ว  ... เมิงทำไมเข้าใจอะไรยากอย่างนี้ “  ชินยะเสียงแข็งขึ้นมา

“ เอ่า  แมร่น กรูอุตส่าห์พูดมาดนักวิชาการจริงจังแบบไอ้เคะ  เพื่อจะได้ดูเป็นคนดี  กลายเป็นน่าหมั่นไส้ในสายตาเมิงรึไงวะ ! “ ยูสุเกะทิ้งการ์ตูนลงบนโต๊ะแล้วพรวดลุกขึ้น

“ ก็ฉันไม่รู้ไง เลยตอบอะไรแกไม่ได้...  “ ชินยะพรวดลุกอีกคน  ทุกคนในห้องหันมามองอย่างตกใจ ชินยะกับยูสุไม่เคยทะเลาะกัน ... ยูสุใจร้อน แต่ชินยะน่ะสิ ที่น่าแปลกใจ เพราะไม่เคยวิวาทกับใครเท่าไหร่  แล้วนี่กับเพื่อนซี้...

“ นี่มองหน้ากูแบบไม่พอใจ  ...  เมิงเป็นไร..” ยูสุมองหน้าเพื่อนเขม็ง
” กูไม่พอใจมึงตั้งแต่ถีบเก้าอี้กูแล้ว...ตอนนี้กูอารมณ์ไม่ดีอยู่  มึงไม่รู้สึกรึไงวะ ! “ ชินยะเสียงดัง แล้วจ้องหน้ากลับ  บรรยากาศตึงเครียด เพื่อนในห้องทุกคนต่างชะงักงัน ไม่ขยับตัวกันสักคน...

“ พักเที่ยงแล้วไปหาอะไรกินกันเถอะ... เผื่อจะหายบ้า ”  เคตะพับหนังสือเสียงดังซึ่งเป็นเสียงเดียวในห้องที่นิ่งเงียบในตอนนี้  เคตะเขย่าไหล่ชินยะเบาๆ  ชินยะหันไปมองหน้าเคตะ แล้วพลันอารมณ์ขุ่นมัวทุกอย่างค่อยๆเบาลงเมื่อเห็นสีหน้านิ่งๆ เย็นๆของเคตะ  ยูสุก็รู้สึกเช่นกัน  ชินยะคลายคิ้วที่ขมวดคิ้วออกช้าๆ

“ ไม่มีของที่ยูสุมันกินแล้วจะหายบ้าได้หรอก  เคตะ 55 “  ชินยะหัวเราะลั่นแล้วเดินนำออกไป  ยูสุหัวเราะตาม...

“ ของมึงก็ไม่มีเหมือนกัน..” ยูสุตะโกนไล่หลังไป แล้วย่ำเท้าตามไป

 

.

.

.

 

ระหว่างทางที่เดินไป  ยูสุและชินยะเริ่มเดินกันอย่างผ่อนคลาย  พลันสายตาเหยี่ยวของยูสุก็เหลือบไปเห็นตัวร้าย  ทาเคชิและผองเพื่อนเดินย่องๆอยู่  สงสัยกำลังหลบชินยะที่เดินมา...  ใบหน้ากวนพราวด้วยรอยยิ้ม

“ หงุดหงิดอยู่หรอวะ  ซัดเลยไอ่ชิน...”  ยูสุกระซิบกระซาบใส่แล้วดันหลังชินยะเบาๆ  สายตาเหลือบไปมองเคตะคนสุขุม  กลัวเคตะที่เดินนำไปด้วยท่าทางผึ่งผายจะได้ยิน  เพราะมันคงไม่เห็นด้วย  ซึ่งก็เป็นจริง  ทันทีที่ชินยะเห็นทาเคชิ  อารมณ์เดือดที่เพิ่งลดไปมันทวีคูณขึ้นมาในทันที

ใบหน้าที่บอบช้ำและเปื้อนคราบน้ำตาของอากิระลอยขึ้นมา...  ยิ่งเมื่อนึกถึงความลำบากและความดิ้นรนที่อากิระต้องดูแลน้องอีกสองคน  แม้เวลาเพียงชั่ววินาที ความโกรธมันก็พรั่งพรูถึงขั้นขีดสุด

ผลัวะ!!  หมัดหนักของชินยะทิ่มดิ่งเข้าที่ใบหน้าตัวการสำคัญ..  ทาเคชิล้มลงแล้วถอยหนีด้วยความหวาดกลัว  แก้มที่โดนแรงกระแทกปริแตกออกมา เลือดพรั่งออกมา.. เย้ยยย  ไอ่ชินน่ากลัวหวะ...  ยูสุยืนมองทั้งสงสาร ทั้งสะใจ ทำไงดี  ฮี่ๆ  ยูสุกระชากแขนของเพื่อนของทาเคชิที่กำลังเตรียมโกยเท้าวิ่งหนี

“ มานี่เลย..” ยูสุล็อคของไอ้สองหนุ่มขี้ขลาดจับหน้ากระแทกเข้ากับผนัง  ขณะที่ชินยะกระโดดคร่อมร่างทาเคชิเงื้อหมัดขึ้น  นักเรียนตามทางเดินวี๊ดว้ายด้วยความตกใจที่รุ่นพี่สุดเท่ห์ซัดเข้าที่หน้าของทาเคชิไม่ยั้ง...

เคตะหันกลับรีบวิ่งมาดึงรั้งชินยะไว้แล้วหันไปมองยูสุอย่างตำหนิ

“ ไอ้เคะ  ทำไมมันยังอยู่ที่นี่ !?! “ ชินยะตวาดใส่หน้าเพื่อนรักอย่างดัง ใบหน้าแดงก่ำด้วยอารมณ์โกรธ และดิ้นรนให้หลุดจากแรงดึงของเคตะ ถีบเท้าใส่ทาเคชิอย่างบ้าคลั่ง

“ ชินยะ !  แกมีสติหน่อยได้มั๊ย..  แกเป็นรุ่นพี่คนดังไม่ได้หมายความว่า แกจะเที่ยวไปทำร้ายใครก็ได้... อย่างนี้แกก็ไม่ต่างกับพวกนี้ที่รังแกคนที่ไม่มีทางสู้..” เคตะเสียงดังกลับอย่างที่ไม่เคยเป็น สายตาแข็งกร้าวที่มีให้เรียกสติเพื่อนรักที่กำลังบ้าคลั่งกลับมา..

“ ฉันไม่ต้องการเปิดเผยเรื่องให้มันใหญ่โต  เพราะจะทำให้คนที่บอบช้ำอยู่แล้วเสียชื่อเสียง ...  ถูกมองว่ามีราคี  เพราะการกระทำชั่วๆ..” เคตะค่อยๆพูดช้าๆให้เพื่อนที่ยืนระงับอารมณ์เข้าใจ

“ อืมม  เข้าใจละ...   “ ยูสุยืนมองร่างที่นอนกองอยู่อย่างเกลียดชัง

“ ฉันได้จัดการเรื่องนี้ยังไงบ้าง  เราต้องคุยกันทีหลัง ไม่ใช่ตอนนี้..” เคตะพูดเสียงนิ่งและมองหน้าชินยะที่พยักหน้าเล็กน้อย แล้วชินยะก็ชะงัก  เมื่อเห็นร่างของคนที่ตามหามานาน...  อากิระยืนอยู่ท่ามกลางเหล่านักเรียนที่กรูกันมาดูเหตุการณ์อย่างตระหนก..  อยู่ไกล เห็นไม่ชัด  แต่ชินยะแน่ใจว่าเป็นอากิระ ทันทีที่อากิระรู้ว่า รุ่นพี่เห็นเขา  เขาก็หันหลังกลับแล้วรีบเดินหนี  ชินยะผละตัวออกจากเคตะอย่างแรงแล้ววิ่งตามในทันที ยูสุมองตามอย่างงงๆ

“ เหอเหอ  มันเป็นอะไร  ช่วงนี้ ชินยะมันบ้าๆเนอะ...” ยูสุยิ้มแห้งเมื่อเจอเคตะที่มีสีหน้าติเตียนยูสุอย่างมาก

ก็บ้าเพราะใครยุหล่ะ ...  คนฉลาดและรู้ทันเพื่อนดีอย่างเคตะทำไมจะไม่รู้...ตัวการยืนยิ้มแหยๆอยู่นี่ไง..

ยูสุเสตามองไปทางอื่น  เลี่ยงสายตาเชิงด่าของท่านประธานนักเรียนเพื่อนรัก...ไอ่ชิน  มึงทิ้งกู... TAT

 

 

 

ชินยะวิ่งตามร่างที่พยายามเดินกะเผลกๆหนี  อากิระหันกลับมามองรุ่นพี่ที่วิ่งตามเป็นระยะ... แล้วพยายามเร่งเดิน

แต่ใช้เวลาไม่นานเพราะร่างกายที่เดินอย่างยากลำบาก ชินยะก็เข้าถึงตัวอากิระได้ไม่ยาก..

มือหนาฉวยเข้าที่แขนของคนที่หนีหน้าทันที..

“ ปล่อยผมเถอะครับ..” อากิระหันหน้าหนีไปทางอื่น พลางดันอกรุ่นพี่ออก

“ มาคุยกันก่อน...”

“ ปล่อยเถอะครับ..” อากิระพยายามดึงมือที่เกาะแน่นออก

“ มานี่เลย...”  ชินยะทำหน้าดุใส่รุ่นน้องที่พยายามดึงแขนของเขาออก  เขาบีบแน่นเข้าไปอีกแล้วดึงร่างของอากิระเข้าไปยังห้องน้ำข้างหน้า...

 “ ทำไมไม่ไปหาหมอ..  หมอบอกพี่ว่า  นายไม่เคยไปอีกเลยหลังจากวันนั้น ”  ชินยะจับตัวอากิระเขย่าเบาๆ

“ ผม...” อากิระอึกอักเมื่อเจอสีหน้าที่คาดคั้นของรุ่นพี่

“ ทำไม...” ชินยะขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมต้องแสดงสีหน้าเจ็บปวดออกไป

“ ผมยุ่ง  กำลังหางานใหม่ครับ..”  อากิระหันหน้าไปทางอื่น 

“ นั่นไม่เกี่ยวเลย  ...  มองหน้าพี่สิ  ทำไม..”  ชินยะเขย่าตัวอากิระที่ทำทีไม่สนใจ

“ ผม..”

“ ตอบมาสิ...  ทำไม...”  ชินยะยังคาดคั้น  แม้ว่าอากิระจะยังหันหน้าหนี ...

“ รุ่นพี่เลิกยุ่งกับผมเถอะครับ ”  อากิระหันหน้ามา ตอนนี้ในดวงตาเริ่มมีน้ำใส  เขาเม้มปากแน่นเพื่ออดกลั้น

 “ อากิระถอดกางเกงเดี๋ยวนี้...  อากิระ ! ”  ชินยะตวาดเสียงดัง จ้องมองหน้าอากิระเขม็ง

“ ออกไป ! “  ชินยะเสียงดังจนอากิระสะดุ้งด้วยความตกใจ  เมื่อรุ่นพี่ที่มีรอยยิ้มเสมอ ในตอนนี้ขมวดคิ้วแน่นแล้วตวาดไล่คนที่เดินเข้ามาอย่างงงๆ  หนุ่มที่ต้องการปลดทุกข์ทำหน้าเหรอหราแล้วรีบแจ้นออกไป

“ อากิระ... ถอดกางเกง..”  อากิระจำยอมถอดกางเกงออกช้า  หน้าเบี้ยวเมื่อเนื้อผ้าสากโดนแผลพุพองที่ยังไม่หายดี

 ชินยะตกใจมากเมื่อเห็นแผลที่ซ่อนไว้ในกางเกง  แผลพองที่แดงเหลืองคละเคล้าไปหมด  เหมือนจะมีหนองในบางส่วนของแผล  แผ่นหนังผิวหน้าแผลบางส่วนย่นขึ้นมา เปิดเผยเนื้อแดงสดที่อยู่ข้างใต้... เป็นแผลที่ดูไม่ดีเลย  เหมือนอาการจะย่ำแย่ลงไปอีกถ้าไม่ไปหาหมอ...แผลที่เริ่มร้ายแรง

“ พอใจรึยังครับ  ที่ได้เห็นความย่ำแย่ของชีวิตผม...  แต่ผมไม่เสียใจหรอกนะ ที่ทุกอย่างแย่อย่างนี้

และที่ผมไม่ไปหาหมอ เพราะไม่มีเงิน... ไม่มีสักนิด  แต่ถึงมี  ผมก็ไม่ไป  ผมเอามาดูแลน้อง ดีกว่าที่จะใช้มันไปกับเรื่องของตัวเอง  นี่แหละครับเรื่องของผม ถึงอย่างนั้น  ผมจะดิ้นรนต่อไป แม้ว่าต้องอดทนกับอะไรหลายอย่าง “ อากิระจ้องหน้ารุ่นพี่  ความเด็ดเดี่ยวฉายทางแววตา... ชินยะเอื้อมไปจับมือนุ่มเบาๆ

“ เย็นนี้ไปหาหมอกับฉัน  ขอร้อง  อย่าปฏิเสธ ...  ถ้านายห่วงน้องก็ต้องห่วงตัวเองด้วย  ถ้าขาดนายไป น้องเล็กๆของนายเขาจะทำไง...“ ชินยะพูดเบาๆ แล้วเอื้อมไปจับมือนุ่มที่กำแน่น

“  ทำไมพี่ต้อง..” อากิระเริ่มมีเสียงที่สั่นเครือ  มือที่กำแน่นค่อยๆคลายออกช้าๆ

“ เจ็บมากมั๊ย  อากิระ...” ชินยะบีบมือนุ่มเบาๆ แล้วมองลึกเข้าไปในดวงตาของอากิระ  เสียงนุ่มนั่นราวกับปลอบประโลม... 

“  เจ็บครับ... เจ็บมาก...”  อากิระก้มหน้า  หยดน้ำใสร่วงหล่นลงพื้น.. เจ็บทั้งกายและใจ
” พี่จะพาไปหาหมอนะ  ไม่ต้องกลัว..” ชินยะเอื้อมมืออีกข้างไปประคองใบหน้ารุ่นน้องที่มีน้ำตา

“ ครับ..” คำเดียวที่สั่นสะท้านนัก ชินยะดึงร่างของรุ่นน้องที่ตัวสั่นไหวมากอด..

“ ขอบคุณครับ...”  อากิระซบลงที่บ่าอุ่นของรุ่นพี่... ราวกับขอยึดอกนี้เป็นที่พึ่งพิงหัวใจที่อ่อนล้าชั่วคราว  เพียงตอนนี้เท่านั้น  เพราะเราไม่สามารถยึดอ้อมกอดนี้ไว้ได้นาน...  เขาเอื้อมมือที่สั่นเทาไปสวมกอดรุ่นพี่ช้าๆ

อ้อมกอดนี้เป็นอ้อมกอดแรกที่เคยได้รับใน 4 ปีที่อ่อนล้า  สี่ปีที่สูญเสียทุกอย่างไป... 

อ้อมกอดที่ไขว่คว้ามานาน... 

พ่อแม่ครับ ..  ผมปวดร้าว...  ผมเหนื่อยจนแทบจะไม่ไหวแล้ว... แต่ผมจะอดทนครับ... ผมจะดูแลน้องเอง...ดูแลให้ดีที่สุด

ฮึก ฮึก  อากิระสะอื้นไห้ในอ้อมอกของรุ่นพี่  เสียงร้องไห้ดังก้องในสมองของคนที่ได้ยิน  ชินยะรู้สึกปวดร้าวไปอีกเมื่อร่างที่อยู่ในอ้อมกอดเริ่มสั่นไหวแรงขึ้น... ตอนนี้เขาอยากกอดคนคนนี้มากที่สุด  ไม่อยากปล่อยอ้อมกอดนี้เลย

“ ฮึก  ฮึก...  ขอบคุณครับ.. ขอบคุณมากๆ...”

 

To be continued.

Free Web Hosting