[SF] My inspiration,

Kei.Tachi x Kei.Fu

Author : NaTsu no TsUki

 

 

เสียงของผม...ดังก้องมาจากใจ
ไม่ใช่....จากกล่องเสียง

ขอเพียงแค่ใครสักคนจะได้ยินมัน....เสียงของหัวใจ

“ฟุรุยะคุง ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้” นางพยาบาลสาวสะกิดไหล่คนร่างเล็กที่นั่งเหม่อลอยอยู่ตรงสวนสำหรับพักผ่อนของผู้ป่วยทั่วไป
“พรุ่งนี้ก็จะกลับบ้านแล้วนะ...ดีใจหรือเปล่า??
ที่หายป่วยจากไข้หวัดแล้ว” นางพยาบาลสาวเดินมานั่งข้างๆ เคตะน้อยมองกิริยาของพยาบาลใจดีที่พูดกับเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม....และภาษามือ

เด็กหนุ่มร่างเล็ก บอบบาง ที่มักจะมีรอยยิ้มกว้างอยู่เสมอคนนี้....เป็นใบ้เพราะอุบัติเหตุรถชน เขาต้องสูญเสียพ่อ การได้ยิน และเสียงไปตั้งแต่อายุยังน้อย......

((( ดีใจฮะ แล้วแม่จะมารับผมกี่โมง? ))) เคตะน้อยยิ้มให้พลางทำภาษามือส่งกลับไป

“10 โมงเช้าจ้ะ” นางพยาบาลชูนิ้วขึ้นมา 10 นิ้วแล้วชี้ไปทางทิศตะวันออก เพื่อบอกเวลาที่แม่ของเคตะน้อยจะมารับ...ร่างเล็กส่งยิ้มกว้างให้และพยักหน้ารับรู้....เขาดีใจที่จะได้กลับบ้านไปหากำลังใจหนึ่งเดียวของเขา....กำลังใจจากแม่

................................................................................................

((( แม่ฮะ...ผมขอออกไปเดินเล่นข้างนอกนะ ))) หลังจากกลับจากโรงพยาบาลได้ไม่นาน ร่างเล็กก็ขออนุญาตแม่ออกไปเดินเล่น

“หนาวๆ อย่างนี้ยังจะไปเดินเล่นอีก” คุณนายฟุรุยะส่งภาษามือตอบกลับไป เมื่อร่างเล็กยังไม่ได้รับคำอนุญาต เขาก็เดินเข้าไปอ้อนแม่

((( อยู่บ้านทั้งวันน่าเบื่อ ผมขอไปแค่สนามเด็กเล่นข้างๆ บ้างเราก็ได้ ))) มือเล็กของเคตะน้อยบอกข้อความให้แม่ของตนรับรู้ ก่อนที่จะโถมกอดแม่เสียแน่น

“ก็ได้ๆ ห้ามไปไกลกว่านั้นนะ แล้วก็ต้องรีบกลับมาก่อน 6 โมงเย็น...เข้าใจมั้ย” เคตะน้อยรีบพยักหน้ารับรู้ทันทีเมื่อแม่ตนอนุญาต รอยยิ้มสดใสปรากฏบนใบหน้าขาวนวล ผิวเนื้อที่แก้มนุ่มดันให้ดวงตาเป็นประกายนั้นเล็กหยีลง

เคตะน้อยเดินมาจนถึงสนามเด็กเล่น บรรยากาศโดยรอบร่มรื่น ด้านซ้ายมือมีเครื่องเล่นมากมายให้เด็กตัวเล็กๆ เล่นกันอย่างสนุกสนานโดยมีผู้ปกครองดูแลอย่างใกล้ชิด ทางด้านขวามีบึงน้ำเล็กๆ และเก้าอี้สีขาวตั้งอยู่ตามใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างบึง แต่ที่เรียกความสนใจจากเคตะน้อยได้ ก็คงจะเป็นเด็กตัวเล็กๆ หลายคนที่จับกลุ่มกันยืนล้อมรอบชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้สีขาวริมบึง....2 มือถือกีตาร์สีเปลือกไม้ สะบัดมือขึ้นลงตรงสายกีตาร์พลางเปลี่ยนคอร์ดเป็นจังหวะไปเรื่อยๆ....เด็กๆ ที่ยืนล้อมรอบขยับริมฝีปากร้องตามทำนองเพลง.....

ท่าทางที่มีเสน่ห์ดึงดูดสายตา....หากว่าได้ยินเสียงร้อง จะไพเราะขนาดไหนกันนะ??

เด็กๆ ที่ยืนล้อมรอบต่างปรบมือเมื่อบทเพลงแสนสนุกที่พวกเขาได้มีส่วนร่วมในการร้องได้จบลง ร่างสูงยิ้มกว้างและปรบมือตามเด็กๆ ไปด้วย เขาพูดอะไรซักอย่างที่เคตะน้อยไม่ได้ยิน ก่อนที่เด็กพวกนั้นจะแยกย้ายกันกลับไปเล่นที่เครื่องเล่นต่อ

ร่างสูงเก็บกีตาร์ลงในกระเป๋า พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นร่างเล็กที่ยืนอยู่หลังเก้าอี้ เมื่อคนตัวเล็กสบสายตา สติที่หลุดลอยไปตั้งแต่ได้เห็นท่าทางใจดีของคนตรงหน้าก็กลับมา ตกใจเมื่อรู้ว่าขาทั้ง 2 ข้างพาตนเดินมาเสียใกล้ขนาดนี้ เคตะน้อยหน้าแดงพลางหลบสายตาเก้อเมื่อร่างสูงส่งยิ้มมาให้

“สวัสดี...” ร่างสูงทักทายด้วยคำพูดเรียบๆ หากเพราะมองก็รู้ว่าร่างเล็กที่ยืนอยู่ข้างหลังเขาอายุน้อยกว่า และแม้จะไม่ได้ทำภาษามือส่งมาให้แต่เคตะน้อยก็อ่านริมฝีปากบางเฉียบของคนตรงหน้าออก เขาจึงได้แต่พยักหน้าให้เท่านั้น

“มาเดินเล่นเหรอ??”

“...........................” เมื่อไม่ได้รับเสียงตอบกลับมา ชายหนุ่มที่กำลังรูดซิปกระเป๋ากีตาร์ก็ต้องชะงักมือ เงยหน้าขึ้นมองร่างเล็กเพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อกี๊นี้เขาไม่ได้พูดคนเดียว เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าทำท่ากระอึกกระอักและส่งยิ้มเฝื่อนๆ มาให้เขา......เขาจึงลองเสี่ยง ที่จะส่งภาษาอีกภาษาหนึ่ง สื่อสารไปหา

“นาย...พูด ไม่ได้ เหรอ??” ร่างสูงทำภาษามือเก้ๆ กังๆ ประกอบกับการพูดช้าๆ ส่งไปให้ และเมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กมีสีหน้าตกใจ เขาก็ยิ่งแน่ใจ ว่าเด็กคนนี้ใช้ภาษาคนละภาษากับเขา

((( คุณใช้ภาษามือได้ด้วยเหรอครับ ))) ร่างเล็กส่งภาษามือช้าๆ กลับไปบ้าง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยมองอย่างไรก็ปิดไม่มิด เขาดีใจจนไม่รู้จะทำหน้าอย่างไรดี เมื่อรู้ว่ามีอีกคนที่เข้าใจภาษาของเขา และสื่อสารกับเขาได้....นอกจากแม่

“ฉันเคยเรียนมาน่ะ...” คนที่ยังนั่งอยู่ข้างกระเป๋ากีตาร์ส่งยิ้มกว้างกลับไปให้ ทำให้ร่างเล็กพลอยยิ้มกว้างตามไปด้วย....เมื่อทักทายกันแล้ว ร่างสูงจึงส่งภาษามือเรียกให้เคตะน้อยมานั่งข้างตนพลางยกกีตาร์ไปพิงไว้กับขาเก้าอี้ด้านหนึ่งเพื่อให้เพื่อนใหม่ตัวเล็กคนนี้มีพื้นที่นั่ง พร้อมกับเริ่มต้นบทสนทนาง่ายๆ ที่ทำให้ทั้ง 2 คนหัวใจพองโต....ราวกับการที่ได้เจอกันของเขาทั้งคู่.....เป็นดั่งพรหมลิขิตชักพาไป....

สิ่งที่ร่างสูงเล่าให้ฟังผ่านมือแกร่ง เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับตัวเขา....นักดนตรีอิสระที่แต่งเพลงให้กับนักร้องดังมากมายทั้งๆ ที่อายุยังน้อย ดวงตาที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นบอกเคตะน้อยได้ว่าเขาต้องแต่งเพลงได้โรแมนติกมากแน่ๆ ริมฝีปากบางเฉียบเคลือบไปด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ส่งมาให้ ทำให้หัวใจอีกดวงที่จ้องมองเบาหวิว อดไม่ได้ที่จะยิ้มตอบกลับไป...และเขาก็ไม่ลืมที่จะเล่าเรื่องของตนเองให้เพื่อนใหม่คนนี้ฟังด้วยเช่นกัน

เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน เมือถึงเวลาที่เคตะน้อยต้องกลับบ้าน....รู้สึกเสียดายที่ต้องจากเพื่อนใหม่คนนี้ไป ร่างสูงมาส่งเขาที่หน้าบ้าน พลางทำภาษามือบอกคำอำลาประกอบคำพูด

“ยินดีที่ได้รู้จักนะ...” รอยยิ้มอบอุ่นที่ส่งมา ทำให้เคตะน้อยหน้าแดงซ่าน....รู้สึกดีที่มีเพื่อนใหม่ เพื่อนที่หัวใจคิดมากไปกว่าเพื่อน......

“แล้วเจอกันใหม่นะ.....” ร่างสูงหันหลังกลับทำท่าจะเดินจากไป แต่เคตะน้อยก็ดึงชายเสื้อเอาไว้ก่อน

((( คุณ...ผมยังไม่รู้ชื่อคุณเลย ))) ที่ไม่กล้าถามตั้งแต่แรก หากเป็นเพราะความกระดากอาย คนตัวเล็กอึกอักชี้นิ้วไปที่ร่างสูงเพื่อถามชื่อ.....

“ฉันชื่อเคตะ....ทาจิบานะ เคตะ” ร่างสูงเอ่ยยิ้มๆ เช่นเคย พลางดึงกระเป๋ากีตาร์ที่พาดอยู่บนหลังลง และหันชื่อที่ปักเอาไว้ที่สายสะพายให้เคตะน้อยดู รอยยิ้มเล็กๆ ผุดขึ้นที่ริมฝีปากคนตัวเล็ก

“แล้วนายชื่ออะไรล่ะ??” ร่างสูงส่งภาษามือถามกลับไปบ้าง....

((( ผม...ชื่อเหมือนคุณ ))) เคตะน้อยตอบกลับไปพลางยิ้มกว้าง

((( ยินดีที่ได้รู้จักนะ เคตะคุง ))) บอกแค่นั้น ก่อนที่จะโบกมือลาคนที่ยังยืนอยู่หน้าบ้านตน และหายเข้าไปในตัวบ้าน

.........นี่หรือเปล่า?? คือจุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์ที่เราสองคนส่งภาษาใจถึงกัน...ผ่าน 2 มือ.........

............................................................................................

+++ 3 เดือนต่อมา +++
“เคจัง คุณแม่เรียกไปกินข้าว” เคตะเดินมาเรียกคนตัวเล็กที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ในสวนหลังบ้าน ระยะเวลาที่ผ่านไปทำให้ทั้งสองคนพัฒนาความสัมพันธ์มาอีกขั้นหนึ่ง....มากกว่าเพื่อน...มากกว่าเมื่อก่อน

((( แม่ใช้เคตะคุงอีกแล้วเหรอเนี่ย ))) ร่างเล็กวางหนังสือในมือลง พลางส่งภาษามือกลับไปให้พร้อมยิ้มกว้าง เคตะดึงมือให้เคตะน้อยยืนขึ้น ไล้แก้มใสเบาๆ ก่อนที่จะฝังริมฝีปากลงไปที่ผิวเนื้อนุ่มมือนั้น

.......ที่นี้คุณคงพอจะเดาออกแล้วใช่มั้ย ว่าเราสองคนมีสายสัมพันธ์ที่ผูกกันไว้แน่นหนาขนาดไหนแล้ว......

เคตะน้อยยิ้มเขินกับการกระทำที่ไม่กระดากอายต่อเจ้าบ้านแม้แต่น้อยของคนตรงหน้า ปลายนิ้วแกร่งที่เชยคางให้เงยขึ้นไปสบสายตาที่แสนอบอุ่นยิ่งทำให้ผิวเนื้อที่แก้มร้อนผะผ่าว

((( วันนี้...เคตะคุง ต้องไปให้สัมภาษณ์ใช่มั้ย??)))

“อื้ม...ตื่นเต้นชะมัดเลย นี่เป็นเพลงแรกเลยนะ ที่ฉันแต่งแล้วทำให้ยอดขายของนักร้องคนนี้พุ่งกระฉูด” รอยยิ้มที่ส่งมาให้บอกได้ว่าตอนนี้ร่างสูงมีความสุขมากแค่ไหนกับการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานไปอีกก้าว อีกทั้งยังมีกำลังใจด้วยน้อยๆ ที่ยืนอยู่ตรงหน้าส่งมาให้อีกต่างหาก

((( ฉันจะรอดูนะ )))

.............................................................................................

“ทาจิบานะคุงเริ่มแต่งเพลงครั้งแรกเมื่อไหร่คะ??” นักข่าวสาวป้อนคำถามใส่ร่างสูงผ่านรายการสดที่ถ่ายทอดไปทั่วประเทศ ตอนนี้เคตะน้อยก็นั่งดูอยู่ที่บ้านด้วยเช่นกัน โดยที่มีคุณแม่คอยฟังและแปลเป็นภาษามือให้เคตะน้อย เขารู้สึกว่าร่างสูงที่อยู่ในจอสี่เหลี่ยมเล็กนั้น ดูมีเสน่ห์ดึงดูดเป็นที่สุด

“เมื่อปีที่แล้วนี้เองครับ”
“ประสบการณ์ยังน้อยอย่างนี้ แต่ทำไมถึงแต่งเพลงได้เป็นที่ถูกอกถูกใจผู้ฟังนักล่ะคะเนี่ย” นักข่าวสาวพูดกลั้วหัวเราะราวกับจะบอกว่าเธอก็ประทับใจในเนื้อเพลงที่เคตะแต่งอยู่ไม่น้อย

“เพราะผมมีแรงบันดาลใจที่ดีมั้งครับ” ร่างสูงยกมือขึ้นมาเกาปลายจมูกโด่งสันแก้เขิน....ในที่สุดแม่นักข่าวสาวก็ลากเขาเข้ามาถึงเรื่องหัวใจจนได้สิน่า

“แหม...แรงบันดาลใจเนี่ย เป็นคน สัตว์ หรือว่าสิ่งของ” คำถามนี้เรียกเสียงหัวเราะจากร่างสูงได้โข เคตะน้อยที่นั่งดูอยู่ที่บ้านยังพลอยหัวเราะตามไปด้วย

“ก็ต้องเป็นคนสิครับ”

“แล้วบอกหน่อยได้มั้ยคะว่าคนที่สร้างแรงบันดาลใจเป็นใคร หรือว่าเป็นคนยังไง ถึงทำให้ทาจิบานะคุงแต่งเพลงออกมาได้เพราะขนาดนี้” เคตะใช้เวลาเพียงไม่นานที่จะนึกถึงใครบางคน....คนที่สร้างแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงให้เขาเมื่อ 3 เดือนก่อน ร่างสูงมองมาที่กล้อง อยากจะให้ทุกคนทำความรู้จักกับแรงบันดาลใจของเขาคนนี้

“แรงบันดาลใจของผม.....ตัวเล็กมากครับ บอบบางแต่เข้มแข็ง แรงบันดาลใจคนนี้มักจะส่งยิ้มกว้างมาให้ผมทุกครั้งที่เราเจอกัน เวลาผมเห็นรอยยิ้มนั้นทีไรผมรู้สึกมีความสุขมาก แม้ว่าเราจะเพิ่งรู้จักกันไม่นานแต่ผมก็ได้รู้อะไรเกี่ยวกับแรงบันดาลใจคนนี้หลายๆ เรื่อง แล้วยังทำให้ผมแต่งเพลงนี้ออกมาได้ครับ” เคตะยิ้มน้อยๆ ให้กล้องหวังจะให้ร่างเล็กที่กำลังดูเขาอยู่ที่บ้านรับรู้ถึงความในใจที่อยากจะบอก และเมื่อเคตะน้อยรับรู้ถึงข้อความนั้น เขาก็ต้องยิ้มกว้างกว่าเดิม....ถ้าไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินไป เขาจะขอคิดว่าที่ร่างสูงกำลังพูดถึงอยู่เป็นเขาได้มั้ย

“แสดงว่าทาจิบานะคุงคุยกับแรงบันดาลใจคนนี้ได้ทุกเรื่อง??” นักข่าวสาวยังคงป้อนคำถามต่อไป

“ครับ....เราคุยกันบ่อยๆ แรงบันดาลใจของผมคุยเก่งมากครับ” ร่างสูงยิ้มกว้างให้กล้องมากกว่าเดิม แต่คนที่นั่งฟังอยู่ที่บ้านกลับตัวชา ไม่ใช่เพราะรอยยิ้มนั้น.....แต่เป็นเพราะภาษามือที่เขารู้จากแม่ ภาษามือที่บอกว่า แรงบันดาลใจ...ไม่ใช่เขา

.........ก็เพราะว่าฉันพูดไม่ได้...แล้วเราสองคนจะคุยกันรู้เรื่องได้ยังไงล่ะ.........

((( แม่ครับ...ผมง่วงแล้ว ขอตัวไปนอนก่อนนะ ))) ร่างเล็กสะกิดบอกผู้เป็นมารดา แม้ว่าแม่จะบอกว่าเคตะยังให้สัมภาษณ์ไม่จบแต่ตอนนี้เขาไม่อยากรับรู้อะไรแล้ว ไม่อยากรับรู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาแค่คิดไปเองฝ่ายเดียว....คิดว่าตัวเองสำคัญ ร่างเล็กเดินขึ้นไปยังห้องนอน เมื่อประตูห้องปิดลง น้ำตาที่กลั้นไว้ก็ไหลลงมาเสียดื้อๆ....ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้อยากให้มันไหลลงมา แต่จะให้ทำยังไง ในเมื่อเราไม่ใช่คนสำคัญ......ไม่ใช่แรงบันดาลใจของเคตะ........ร่างเล็กสะอื้นไห้ไร้เสียง ยกสองมือขึ้นมาปาดน้ำตาที่ยังไหลไม่หยุด พลางเดินไปที่เตียงกว้างและล้มตัวลงนอนตะแคงหันหน้าไปมองกรอบรูปไม้แกะสลักที่ตั้งอยู่บนโต๊ะข้างเตียง มือเล็กเอื้อมคว้ากรอบรูปที่มีเขาและร่างสูงยิ้มกว้างอยู่ในนั้นขึ้นมากอดไว้แนบอก และผล็อยหลับไปทั้งน้ำตา

.............................................................................................

แรงยวบของเตียงเพียงเล็กน้อยสร้างความรำคาญให้กับคนตัวเล็กที่หลับสบายอยู่บนนั้น มือของใครบางคนดึงกรอบรูปที่ร่างเล็กกอดไว้กลับไปตั้งยังที่เดิม และมือนั้นยังกระชับผ้าห่มให้ พลางไล้นิ้วไปตามผิวแก้มและกดริมฝีปากอุ่นประทับลงไปที่ริมฝีปากบางได้รูปของคนที่ยังหลับใหล....เมื่อร่างสูงเห็นว่าคนที่หลับอยู่ไม่รู้สึกตัวสักที เขาจึงใช้นิ้วแกร่งหยิกแก้มนุ่มนั้นให้พอรู้สึกเจ็บ จนในที่สุด....ร่างเล็กก็ลืมตาตื่นขึ้นมา

“แม่เคจังบอกว่าเคจังดูรายการที่ฉันไปให้สัมภาษณ์ไม่จบ....” แสงไฟจากหัวเตียงเลือนราง แต่ยังสามารถทำให้ร่างเล็กเห็นภาษามือและแววตาที่ส่งมาให้อย่างชัดเจน

“มันน่าน้อยใจรู้หรือเปล่า??” แม้จะบอกว่าน้อยใจ แต่ในดวงตาคู่นั้นที่จ้องมากลับไม่เป็นอย่างนั้น ร่างสูงยังคงมีแววตาแบบเดิมที่เคตะน้อยรู้จักมันดีที่สุด....แต่.....คนที่น่าน้อยใจ มันต้องเป็นเขาไม่ใช่หรือไงกัน

น้ำตาที่เหือดแห้งไปแล้วกลับไหลออกมาอีกครั้ง อย่าทำแบบนี้ได้มั้ยเคตะ....ให้ความสำคัญกับฉันน้อยลงกว่านี้หน่อยได้มั้ย

ดวงตาคู่สวยที่มักจะยิ้มไปด้วยทุกครั้งเมื่อริมฝีปากยิ้มกว้าง กลบไปด้วยน้ำตาที่ทำให้ร่างสูงต้องตกใจ เขาเอื้อมมือหวังจะใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยมันออก แต่กลับถูกปฏิเสธด้วยมือเล็กที่ผลักไสมือนั้นทิ้ง

“เป็นอะไรไปเคจัง?? บอกฉันสิ นายเป็นอะไร??” เคตะส่งภาษามือไปช้าๆ พลางถามเสียงเบา เขาล้มตัวลงนอนบนเตียงข้างๆ ร่างเล็ก ใช้สองแขนโอบรอบตัวคนที่ร้องไห้ตัวโยนแต่กลับไม่มีเสียงออกมาสักนิดเอาไว้ แม้ว่าร่างเล็กในอ้อมกอดจะดิ้นขัดขืนเพียงใด เขาก็ยังใช้สองแขนที่แข็งแรงกว่ารั้งเอาไว้อย่างนั้น

((( กลับไปเถอะเคตะคุง...ฉันอยากอยู่คนเดียว ))) เคตะน้อยขืนตัวออกพลันทำภาษามือที่รัวสั่นด้วยความเสียใจส่งไป ร่างสูงขมวดคิ้วไม่เข้าใจพลางรั้งเอวให้คนตัวเล็กลุกขึ้นมานั่งปรับความเข้าใจกับเขาก่อน

“เคจังเป็นอะไรไป นายเป็นอะไรเราคุยกันได้นี่.....” เคตะปล่อยมือจากเอวบาง พลางทำมือส่งไปให้พร้อมกับพูดไปด้วย....ตอนก่อนที่จะไปให้สัมภาษณ์ยังดีๆ อยู่แท้ๆ

((( ฉัน...ฉันพูดไม่ได้นี่ แล้วเราจะคุยกันได้ยังไง..... ))) ร่างเล็กสะอื้นฮัก มือเล็กที่ใช้สื่อสารเริ่มรัวเร็วจนแทบจะพันกันออกมาไม่เป็นภาษา แต่มันกลับทำให้ร่างสูงล่วงรู้ถึงเรื่องที่เขาทำให้คนตรงหน้าเสียใจได้แล้ว

.......แรงบันดาลใจของผมคุยเก่งมากครับ.....

“เคจัง.....ฟังนะ.....ดูมือฉันก่อนสิ” เมื่อร่างสูงจะอธิบาย เคตะน้อยกลับหลบตาไม่ยอมหันมามอง เคตะจึงต้องรั้งใบหน้าเล็กเปื้อนน้ำตาให้หันกลับมา

“เคจัง.....นายเป็นแรงบันดาลใจของฉันนะ” เคตะอธิบายแต่ร่างเล็กกลับส่ายหน้าไม่เชื่อ ไม่เห็นอยากจะฟังสักนิดเลยด้วยซ้ำ

“เคจัง....ดูฉัน....มองตาฉันด้วย.......” แม้จะดูเหมือนเป็นการบังคับ แต่แววตาของร่างสูงที่ยังอบอุ่นเหมือนเดิมนั้นกลับทำให้น้ำตาจากดวงตาคู่สวยของร่างเล็กไหลออกมามากกว่าเดิม

“แรงบันดาลใจทั้งหมดของฉันได้มาจากนาย เพราะว่าเราใช้เวลาอยู่ด้วยกัน เราสื่อสารถึงกันผ่านสิ่งนี้” เคตะเอื้อมมือไปจับมือเล็กชื้นน้ำตามากุมไว้

“และเราคุยกันเป็นภาษาอื่นที่มีแค่เราสองคนเข้าใจ.....ผ่านสิ่งนี้” เคตะจับมือขวาของคนที่ตัวเล็กกว่ามาแนบที่อกซ้ายของตัวเอง เสียงระรัวของหัวใจบอกร่างเล็กว่านี่ไม่ใช่ความฝัน เคตะน้อยชะงักไปเมื่อมือขวาของร่างสูงก็นาบมาที่หน้าอกด้านซ้ายของเขาเช่นกัน.....รู้สึกใช่มั้ย เสียงหัวใจของเราสองคนที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน

ร่างเล็กเงยหน้าขึ้นมาสบตากับชายหนุ่มที่นั่งกุมมือเขาอยู่ รอยยิ้มเปื้อนน้ำตาช่างสวยงามและน่าทะนุถนอมเหลือเกินในสายตาเคตะ คนตัวเล็กโผเข้ากอดร่างสูงแน่น.....อ้อมกอดที่แสนอบอุ่นนี้เป็นของเขาใช่มั้ย.....เขาไม่ได้เข้าข้างตัวเองใช่หรือเปล่า.....ร่างเล็กผละออกจากอ้อมกอดเพียงเล็กน้อย เพื่อที่จะรับจุมพิตจากริมฝีปากของร่างสูง แต่ครั้งนี้มันแปลกไปจากทุกครั้ง เมื่อเคตะน้อยรับรู้ได้ถึงปลายลิ้นหวานร้อนที่แทรกซอนเข้ามา รสจูบที่ต่างออกไปจากทุกทีเร่งเร้าให้อารมณ์คุกรุ่นยิ่งขึ้น เคตะถอนริมฝีปากออกมาด้วยความเสียดายพลางจ้องตาคนตัวเล็กที่อยู่ในวงแขนนิ่ง

“ฉันรักนาย เคจัง” เคตะเลื่อนริมฝีปากไปกระซิบคำที่ไม่เคยใช้ภาษามือบอกออกไปกับร่างเล็กที่ริมใบหู เพียงหวังจะให้ร่างเล็กได้ยินคำนี้ผ่านภาษาใจ ลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะทะผิวเนื้อบอกเคตะน้อยว่าร่างสูงอยากรักเขาในคืนนี้....ตอนนี้....

((( รัก....เคตะคุงนะ ))) เคตะน้อยมั่นใจว่าเขาไม่ได้เพ้อที่บอกคำนี้ออกไป ตอนนี้เขาเองก็อยากรักเคตะให้มากๆ เช่นกัน

ราวกับมีแรงดึงดูดที่ทำให้ทั้งสองคนคุยภาษารักผ่านริมฝีปากอีกครั้ง....ภาษากายที่บอกคำว่ารักได้ดีที่สุด เคตะกดท้ายทอยร่างเล็กให้เงยขึ้นรับจูบจากเขา ปลายลิ้นร้อนควานหาความวาบหวาน พลางไล้ต่ำลงมาที่ลำคอระหง

“อะ...ฮึ...” ไม่ใช่เรื่องแปลกหากอารมณ์ในตอนนี้จะทำให้คนที่พูดไม่ได้คนหนึ่งต้องครางออกมาโดยไม่รู้ตัว แม้ว่าเสียงที่เอื้อนเอ่ยออกมาจะไม่ใช่เสียงครางหวานหูก็ตาม....เคตะลากลิ้นต่ำลงมาเรื่อยๆ ผ่านสาบเสื้อชุดนอนที่เขาปลดกระดุมออกจนหมด ขบเม้มยอดอกสีชมพูบริสุทธิ์สร้างอีกความรู้สึกที่เคตะน้อยไม่เคยได้สัมผัส

ร่างเล็กตัวสั่น กลัวกับสิ่งที่คนที่นอนทาบทับเขาอยู่ปรนเปรอให้ ร่างเล็กทำได้แต่โอบแขนเกี่ยวกระหวัดรอบคอร่างสูงไว้.....แม้ว่าจะรู้สึกเจ็บกับประสบการณ์ครั้งแรก แต่ก็มีความสุขที่ครั้งแรกของเขาคือเคตะ

เสียงของผม...ดังก้องมาจากใจ
ไม่ใช่....จากกล่องเสียง

และเขาคนนี้ ที่ได้ยินมัน เพียงแค่คนเดียว
เสียงจากใจของผมเอง

~~ FIN ~~

Free Web Hosting