Lovers Again

 

Cast : Shinya Taniuchi x Akira Kagimoto

Type : Short Fiction

Author : Jdi

Dedicated to : yik

 

 

 

 

แม้แสงตะวันที่แซงดงกิ่งไม้หนาทึบจากเบื้องบนจะสาดทอลงมายังร่างยาวที่นอนเหยียดกายลงบนผืนหญ้าเบื้องล่าง แผ่กระจายไออุ่นไปรอบๆ แต่ก็ไม่ช่วยบรรเบาความหนาวเย็นที่กำลังแล่นริ้วไปทั่วไขสันหลังของชินยะได้เลย ทั้งความเจ็บเองก็แล่นปลาบแปลบไปทั่วร่างกายไม่แพ้กัน

 

“ อึก.. แอ่กๆๆ ” ร่างสูงค่อยๆยันตัวขึ้นจากผืนหญ้า พลางแค่นไอรัวอย่างห้ามไม่หยุด เหมือนปอดไม่สามารถสูดอากาศอะไรเข้าไปได้อีกแล้ว  ในหัวตอนนี้มันปวดมึนราวกับถูกค้อนยักษ์ทุบ สายตาที่พร่ามัวพยายามหรี่มองเพื่อปรับสายตาให้เข้ากับความสว่างรับเข้ามาในสายตาที่เพิ่งลืมตื่น

ปวดหนึบที่ศรีษะเมื่อพยายามรื้อฟื้นความทรงจำในสมองที่ตอนนี้มันว่างเปล่า

ชินยะก้าวเท้าเดินไปรอบๆสถานที่นี้ช้าๆ  ที่นี่.. หมู่แมกไม้ทั้งต้นที่สูงโปร่ง พุ่มไม้เตี้ยทอเขียวขจีสวยงาม สายลมผัดแผ่วเบาเงียบสงบ ในแบบของสวนสาธารณะ

 

ชินยะย่ำเท้าเดินไปเรื่อยๆ กำลังหาทางออกจากที่แห่งนี้ หรือกำลังพยายามครุ่นคิดหาอะไรบางอย่างในสติที่ว่างเปล่า เขาไม่อาจแน่ใจในตัวเองได้เลย

 

 

“ อากิระ..” เสียงทุ้มตะโกนสุดเสียงเมื่อเดินมาถึงเนินแห่งหนึ่ง..  ตอนนี้สติรับรู้ในชั่ววินาทีว่า ร่างบางที่ยืนนิ่งท่ามกลางตรงหน้าท่ามกลางกลุ่มคนมากมาย คือ อากิระ คางิโมโต้ คนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา คนรักของเขา

 

ชินยะวาดรอยยิ้มกว้างด้วยความดีใจ เพียงแค่ได้เห็นหน้าคนคนนี้ ความสับสน ความว้าวุ่นในใจก็สงบโดยพลัน  ร่างสูงรีบสาวเท้ากึ่งเดินกึ่งวิ่งไปข้างหน้า

แต่เมื่อเข้าไปใกล้ ทุกอย่างก็เริ่มเด่นชัดขึ้นทุกที สมองเริ่มประมวลผลทุกอย่าง

ฝีเท้าหยุดนิ่ง เมื่อภาพตรงหน้าทำให้ร่างทั้งร่างของเขานิ่งแข็งไปทั้งตัว

 

 

 

 

ตรงหน้า คือแท่นหินมากมายที่เรียงรายปักแน่นขึ้นมาโดดเด่นจากผืนหญ้าสีเขียวอ่อน

ผู้คนสวมชุดสีดำสนิท กิริยาสำรวม.. ทั้งสีหน้ายังนิ่งเรียบไร้รอยยิ้ม

เพราะความโศกเศร้าหรือ  จึงทำให้ความสุขไม่สามารถแสดงออกมาได้แม้เพียงเสี้ยว

ชินยะได้เข้าใจในที่สุดว่าแม้แสงแดดจะทอประกายอุ่นสาดส่องไปทั่วผืนที่แห่งนี้ แต่กระแสอากาศรอบๆก็แฝงไปด้วยความเย็นเยียบ เหมือนความอ้างว้างนั้นมาตามสายลม กำลังพากันกรีดผิวให้เจ็บช้ำ

 

เพราะที่นี่คือ.. สุสาน..

 

 

ความเย็นแล่นไปทั่วเหมือนทั้งร่างกายถูกสาปให้เป็นหิน

รอยยิ้มที่คลี่ด้วยความปรีดีตอนนี้ก็ยิ้มค้างอยู่อย่างนั้น

ดวงตาคมจ้องมองนิ่งไปยังคนที่รักของเขาที่ตอนนี้ดวงหน้าใสของอากิระกลับหม่นหมอง แสดงความปวดร้าวออกมาอย่างที่สุดอย่างที่ชินยะไม่เคยเห็นมาก่อนเลย

ริมฝีปากแดงของอากิระตอนนี้ซีดเผือด แววตาอิดโรยไร้ชีวิตชีวา ไม่เจือความร่าเริงกระจ่างใสเหมือนเดิม

กลับคลอเคล้าไปด้วยน้ำตาที่เอ่อล้นไม่ยอมหยุด

 

“ ฮึก  ฮึก ฮึก..” เสียงสะอื้นไห้ของอากิระดังลอดผ่านริมฝีปากที่เม้มแน่น  เสียงนั้นผ่านหูเข้ามาดังก้องในสมองของผม  ไม่เคยชอบเลยสักครั้งที่อากิระต้องร้องไห้  ไม่เคยไม่ปวดร้าวไปด้วยเมื่อได้เห็นน้ำตาที่แม้จะหลั่งออกมาเพียงนิดของอากิระ  ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะไม่เจ็บปวดเมื่อได้ยินเสียงสะอื้นนี้บาดหัวใจ อยากปกป้องแต่ในตอนนี้ ไม่มีโอกาสอีกแล้ว เจ็บลึกไปที่ขั้วหัวใจ

 

 

นัยน์ดวงตาเข้มดำสนิทตอนนี้ก็เอ่อท้นด้วยน้ำตาไม่แพ้กัน

มือหนาเลื่อนมากุมที่อกด้านซ้ายเบาๆ ชินยะแค่นหัวเราะเบาๆ เมื่อในข้างในอกด้านซ้ายตอนนี้นั้น

มันเวิ้งยิ่งกว่า.. การไม่มีอะไรอยู่ในนั้น

มันว่างเปล่า ไม่อาจสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจ

 

 

“ อากิระ .. ขอโทษนะ ที่ตอนนี้ ฉันทอดทิ้งนาย.. ขอโทษที่ตอนนี้ฉันยืนอยู่คนละโลกกับนายแล้ว.. ฮึก ฮึก ” เสียงครวญแผ่วเบาก่อนที่ชินยะจะทรุดตัวลงร่ำไห้ด้วยความปวดร้าว หลั่งหยดน้ำตาแห่งความปวดร้าวลงบนผืนหญ้าเบื้องล่าง

 

ชินยะเบือนหน้าหนีจากภาพตรงหน้า มือที่สั่นเทากำผืนหญ้าด้วยความเจ็บช้ำ

..  ในมือเล็กของอากิระที่กระชับกรอบรูปภาพหนึ่งแน่นกับอก

หญิงสาวสวมชุดลูกไม้สีดำสนิทเอื้อมมาโอบกอดแล้วลูบศรีษะน้อยของอากิระเบาๆ

แต่นั่นก็ไม่ได้สร้างความอบอุ่นเข้าไปในหัวใจที่แตกเป็นเสี่ยงๆของอากิระได้เลย

วงแขนของอากิระกอดรัดภาพถ่ายแน่นแล้วร้องไห้ซบคางลงเหนือกรอบรูปนั้น

กรอบรูปสีทองที่ล้อมภาพขาวดำอยู่ข้างใน

ใบหน้าคมคายที่คุ้นเคย ริมฝีปากบางที่ยักยิ้มที่มุมปาก ทำให้ขาของชินยะมันหมดเรี่ยวแรงแทบทรุด

ภาพของ ชินยะ ทานิอุจิ..

 

 

ชินยะเบื่อนหน้าหนีจากความเป็นจริงที่ว่า ตอนนี้ เค้ายืนอยู่คนละโลกกับอากิระแล้ว

“ อากิระ.. ฮึก ฮึก .. ขอโทษ”

 

 

ความเสียใจปวดร้าว จากการจากลา.. มีเพียงคนโชคร้ายที่ต้องพบเจอกับมันเท่านั้น ที่จะรู้ ว่าความทรมาน นั้นมันมากมายเพียงไหน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

.

.

.

 

 

“ จะคริสมาสต์แล้วน้า อากิระมีแผนจะไปที่ไหนหรือเปล่า  ถ้ายังไม่มีนะฉันว่านายไปฉลองที่บ้านคุณทาคุยะดีไหม เขาว่าครั้งนี้คุณทาคุยะถึงกับเปิดชั้นบนของบ้านต้อนรับเลยนะ วิวต้องสวยมากแน่ๆ คนในบริษัทไปกันเยอะแยะเลย นายไปกับฉันนะ นะๆๆ“ เสียงร่าเริงของเพื่อนสนิทแสดงออกถึงความปรารถนาอย่างแรงกล้า

เรียวเฮเลื่อนมือเล็กมาคล้องแขนของเพื่อนรักที่ตอนนี้กำลังจัดสิ่งของลงกระเป๋าสะพายเตรียมตัวกลับไปพักที่บ้านหลังจากเลิกงาน

“ ไม่เอาหรอก ฉันอยากจะฉลองคริสมาสต์กับชินยะน่ะ ปีที่แล้วชินยะบอกว่าอยากกินแซลมอนล่ะ ฉันก็อยากจะลองทำดูให้ได้ ก็ว่าจะไปฝึกทำอาหารสักหน่อยน่ะ” เรียวเฮรู้สึกสะท้านในใจเมื่อเห็นรอยยิ้มบางของอากิระ เกือบเดือนแล้วที่ชินยะจากไป อากิระกลับมาใช้ชีวิตปกติโดยปราศจากน้ำตาได้แล้วแต่รอยยิ้มที่สดใสของอากิระคงไม่มีทางกลับมาแล้วสินะ

“ หา? นี่นายยังจะ.. อากิระ บอกตามตรง ฉันเป็นห่วงนายจริงๆนะ นายต้องรู้จักที่จะก้าวต่อไป แม้ว่าแฟนของนายจะหล่อมากก็เถอะ” เรียวเฮเอื้อมมาจับไหล่เล็กของเพื่อนเขย่าเบาๆด้วยความห่วงใย

“ เรียวเฮ.. มันไม่เกี่ยวกับการก้าวต่อไปหรอก  เส้นทางเดินของชั้นมีชินยะร่วมด้วยมาตั้งนานแล้ว เราเดินเส้นทางเดียวกัน แล้วก็จะเป็นเส้นทางเดียวที่ฉันจะเลือกเดินตลอดไป.. ”

 

 

“ ฉันขอโทษนะ ที่ทำให้นายต้องเหนื่อย ต้องคอยห่วงใยฉันมาตลอด ตอนนี้ฉันกำลังพยายามเข้มแข็งอยู่นะ ขอบคุณมาก“ ทันทีอากิระเก็บของเสร็จก็หันมายิ้มบาง เอื้อมมือมาสัมผัสมือเล็กของเพื่อนแล้วพยักหน้าเบาๆอย่างขอบใจ

 

 “ เฮ้อออ  พูดว่า พยายามเข้มแข็ง นายก็ต้องทำให้ได้ซี่” เรียวเฮรำพึงรำพันเบาๆ เมื่ออากิระเอี้ยวตัวเดินจากไป

 

 

 

 

“เข้มแข็ง ไม่ได้หมายความว่าต้องลืม..” เสียงทุ้มและการปรากฏตัวของชินยะไม่ได้อยู่ในการรับรู้ของเรียวเฮเลย ชินยะเริ่มชินแล้วกับการที่ทุกคนอาจสัมผัสเขาได้ ชินแล้วกับการไม่มีตัวตนของผู้ที่เป็นแค่วิญญาณ

แต่กับคนเดียวที่ไม่มีทางชินและไม่มีทางยอมรับได้.. การที่อากิระมองผ่านเขาไป..

ถ้าทุกข์อย่างที่สุด คือ การไม่ได้รัก.. ทุกข์ยิ่งกว่านั้น.. คือการไม่มีตัวตน..ที่จะรัก

ทุกข์อย่างที่สุดที่ผมจำต้องเผชิญ..

 

“ ไอ่ตัวเล็ก พอฉันไม่อยู่ ก็คิดจะพาไปอากิจังปิ๊งป๊างกับคนอื่นเลยนะ “ ชินยะสาวเท้าขึ้นมายืนจ้องหน้าเจ้าตัวเล็กเรียวเฮ ใบหน้าขึงขังของชินยะตรงหน้า เรียวเฮไม่มีทางมองเห็นได้ นอกจากแผ่นหลังเศร้าสร้อยของอากิระที่เดินจากไป ชินยะคลายสีหน้าลงเมื่อเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของจิบะ

“ ชินยะ นายนี่มันร้ายกาจนัก ตายไปแล้วก็ยังมัวเมาเพื่อนฉันไม่เลิก เดี๋ยวจะเผาพริกเผาเกลือส่งไปให้ ฮึ” เรียวเฮกัดฟันกรอดๆ แม้คำพูดจะดูไร้ไมตรี แต่ใบหน้าที่สลดลงของเรียวเฮก็ทำให้ชินยะได้รับรู้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา คนที่เคียงข้างอากิระมาตลอดคือคนตรงหน้านี้

“ ขอบคุณมากจริงๆนะเรียวเฮ ขอบคุณ”

 

 

 

 

 

 

 

.

.

.

 

 

 

 

 

 

 

“ อ๊ะ...  เพลงนี้อีกแล้ว.. “ เสียงร้อนฉ่าของกระทะร้อนถูกแทรกด้วยเพลงคุ้นเคยที่ดังแว่วมา เพลงร็อคที่จังหวะไม่หนักมาก เสียงใหญ่ทุ้มของนักร้องนั้นร้องเป็นจังหวะตามอารมณ์ของตนที่อากิระเคยบ่นว่าโหวกเหวกจนหนวกหู ตอนนี้มันกลับกลายเป็นเพลงที่บางเบาเหมือนดังมาจากที่ไกลแสนไกล เพลงที่ชินยะชอบ..

 “  รำคาญจะแย่.. “ ถึงเสียงเล็กจะบ่นอุบแต่อากิระก็เลื่อนมือไปเพิ่มระดับเสียงของคลื่นวิทยุ

แล้วหันกลับมาสนใจกระทะตรงหน้าเสียงกีต้าร์โปร่งที่เกลาแผ่วๆในจังหวะดนตรีกลับทำให้หัวใจของอากิระถูกบีบจนเจ็บไปหมด อากิระเงยหน้าขึ้นระบายลมหายใจที่มันกำลังอัดแน่นอยู่ข้างในจนอึดอัด

 

“ น้ำตาจะหยดลงกระทะแล้วอากิจัง.. อากิจังไม่ชอบอาหารเค็มไม่ใช่หรอ”  ร่างสูงเดินเข้ามาขยับชิดอากิระที่ ใกล้ชิดจนเหลือช่องวางเพียงนิด แต่ช่องว่างของคนที่อยู่กันต่างภพมันมากมายจนอากิระไม่มีทางรับรู้การมาของชินยะเลย

“ ขี้แย ..” ใบหน้าคมคายเลื่อนเข้ามาใกล้แก้มใส เอ่ยแหย่เย้าด้วยรอยยิ้มอย่างเอ็นดู.. ดวงตาคู่สวยที่ปริ่มจะร้องไห้ของอากิระมันทำให้ชินยะอยากเข้าไปโอบกอดโคลงเคลงเบาๆ

 

“ โอ๊ยยย..” เพราะมัวแต่เหม่อ มือที่ไม่ได้สวมถุงมือปกป้องอะไรก็สัมผัสเข้ากับขอบร้อนของกระทะอย่างจัง อากิระรีบสะบัดมือออกมาอย่างแรง แต่ความร้อนฉับพลันก็ได้กรูเข้ามาทำลายผิวอ่อนนั้นเสียแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

.

.

.

 

 

 

“ ชินยะ ทำไมอาหารที่นายอยากกินมันทำยากอย่างนี้นะ”

 

“ แต่ตอนนี้ก็ทำได้สำเร็จแล้วล่ะ เก่งใช่ไหมๆ “ เสียงใสของอากิระเปรยขึ้น เขาปรบมือเบาให้ตัวเองพลางยิ้มน้อยให้กับกรอบรูปของคนที่รัก ชินยะ ทานิอุจิ ที่วางตั้งอยู่บนโต๊ะอาหารสีขาวครีมอ่อน

ชินยะเฝ้ามองดูอากิระมาตลอดตรงเก้าอี้ตรงข้ามกันกับอากิระ

จานอาหารที่ถูกจัดด้วยความประณีตถูกวางลงหน้าเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกันทั้งสองฝั่ง

แสงเทียนอ่อนๆกลางโต๊ะสะท้อนประกายว้าเหว่ออกมาจากดวงตาคู่สวยของอากิระ

คืนวันคริสมาสต์ที่อากิระไม่ได้เลือกที่จะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายอย่างที่เรียวเฮชักชวน

แต่เขาเลือกที่จะอยู่กับคนที่รักเพียงสองคน

นั่งทานอาหารค่ำกับ..คนรักที่จากไป

 

 

“ คืนนี้ นายไม่ได้อยู่คนเดียวนะ อากิระ.. “ ชินยะเอ่ยเสียงเบา รอยยิ้มที่วาดบางๆมันกลับตอกย้ำให้หัวใจของชินยะเจ็บไปหมดเมื่อเห็นว่าอากิระก็มียิ้มกลับมาให้เขา.. ที่ไม่มีตัวตน

 

 

“ นายทำให้ฉันมีงานอดิเรกเป็นการร้องไห้แล้วนะ ทั้งที่เมื่อก่อนฉันเองร้องไห้แค่ปีละ2ครั้ง

เพราะเป็นนายสินะ ฉันได้อ่อนแอ ไม่มีแรงสู้ต่อความเสียใจ เพราะนายคนเดียว” อากิระเลื่อนแก้วไวน์ที่ค่อนไปด้วยของเหลวที่แดงเข้มไปตรงหน้า

“แล้วไวน์นี่ก็แพงด้วยนะ ตาบ้า..”  

 

 

ชินยะเพ่งมองหลังมือของชินยะที่ถูกเผาด้วยความร้อนของกระทะ ตอนนี้มันเริ่มบวมเหมือนกับคั่งน้ำอยู่ภายใน

“ เจ็บไหมอากิระ..” รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ชินยะก็ขยับมือหมายจะเลื่อนไปกุมมือนุ่มนั้นเบาๆ

แต่สิ่งที่คว้ามาได้ก็คือ.. ความว่างเปล่า

 

“ ไม่ต้องตำหนิฉันว่าซุ่มซ่ามนะ ...” อากิระหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นว่าดวงตาเข้มของชินยะในกรอบรูปนั้นเหมือนกับจ้องมาที่มือเขาเสียอย่างนั้น พาลนึกไปถึงหน้าของชินยะตอนดุ เหมือนตาแก่ไม่มีผิด..

“ แต่เจ็บจังเลย ชินยะ... ฮึก ฮึก เจ็บมาก.. มันแสบจนฉันรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว“  เกินกว่าจะกลั้นไหวแล้ว

อากิระซบใบหน้าลงมือฝ่ามือของตน ร่างบางนั้นตัวสั่นแรงไม่หยุด

ความว้าเหว่ต่างหากที่ทำให้อากิระรู้สึกหนาวไปถึงขั้วหัวใจ ร่างบางสะอื้นไห้ เลื่อนเรียวแขนเล็กโอบกอดตัวเองแน่น เสียงสะอื้นไห้ที่น่าสงสารของอากิระในคืนนี้นั้นต่างทรมานทั้งตัวเขาเองและคนที่ได้ยิน

ชินยะพรวดลุกไปหาคนรักทันที ไม่สามารถสัมผัสได้แต่เขาก็หลอกตัวเองด้วยการสวมกอดอากิระ สวมกอดอากาศที่ว่างเปล่าตรงหน้าแน่น

 

“ ชินยะ ใจร้าย ฮึก ฮึก.. คนที่จากไปอย่างนายไม่มีทางจะเข้าใจความเจ็บช้ำของฉันที่เหมือนอยู่ด้วยหัวใจที่เหลือเพียงครึ่งเดียวบ้างไหม.. โลกนี้ที่ไม่มีนายอยู่ มันโหดร้ายสำหรับฉันมากเหลือเกิน .. ฮึก”

 

คนที่จากไปก็ต้องเผชิญกับเจ็บช้ำมากมายเหมือนกัน

เราสองคนต่างทรมาน อากิระ.. ชินยะเลื่อนนิ้วแต่ก็ไม่สามารถเกลี่ยน้ำตาที่กำลังรินไหลเหมือนเคยได้

 

“ ฮึก ฮึก... ขอโทษนะ วันนี้อากาศมันหนาว หัวใจของฉันมันเลยอ่อนไหวและเปราะบาง ชินยะก็เลยต้องมาเห็นน้ำตาของชั้นอีกแล้ว.. ฮึก ฮึก ”

 

 

 

 

 

 

 

 

อาหารที่ตั้งใจ อากิระละเลียดกินได้อย่างลำบาก เพราะมีน้ำตา..

ชินยะเฝ้ามองน้ำตาของอากิระอย่างเจ็บช้ำ เฝ้ามองทุกกิริยาโดดเดี่ยวของคนรักตลอด

เจ็บปวดนักที่เค้าทำได้แค่เพียงมองดูเท่านั้น..

 

ไม่อยากให้มือที่บวมพองของอากิระต้องสัมผัสน้ำหรือฟองน้ำยาล้างจานให้บาดแผลมันดูแย่ไปอีกเลย

ถ้าเขายัง.. แตะทุกอย่างได้ เขาจะอาสาจัดการทุกอย่างเองโดยไม่ต้องลำบากอากิระเลย

จะไม่ยอมให้อากิระยกอาหารไปเก็บด้วยตัวเอง

ใบหน้าขาวใสของอากิระตอนนี้กรังไปด้วยคราบน้ำตา  ทั้งดวงตาและจมูกรั้นนั้นต่างแข่งกันแดงชัดเจน

 

 

“ ดูหนังกันนะ..” อากิระเอ่ยขณะที่ยกกรอบรูปเล็กมาตั้งบนโต๊ะต่ำหน้าโทรทัศน์จอใหญ่

แสงจากจอโทรทัศน์ทอภาพออกมาท่ามกลางห้องที่มืดมิด ชินยะทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาข้างๆชินยะ

หนังเรื่องเดิมที่อากิระชอบนัก หนังที่เรียกน้ำตาของอากิระได้ทุกครั้ง แต่เรียกเสียงหัวเราะจากทานิอุจิ

 

‘ อย่าหัวเราะนะชินยะ นางเอกกำลังมีชะตากรรมที่แสนเศร้า...’ อากิระโวยวายพลางดันไหล่ชินยะอย่างปรามๆ เมื่อชินยะกำลังพยายามกลั้นเสียงหัวเราะในลำคอ

‘ ขำอะไรนักหนา... เสียงดังอย่างนี้ออกไปเลยนะ’ อากิระโวยพลางดันร่างแกร่งที่ตั้งใจแกล้งเข้ามานัวเนียออกไปอย่างหงุดหงิด

‘ หนังมันไม่สมเหตุสมผลสักหน่อย คางิโมโต้น่ะ ขี้แงชะมัด’ ไม่ว่าเปล่า ชินยะก็หยิบป๊อบคอร์นปาใส่ศรีษะเล็กของคนข้างๆที่นั่งสูดน้ำมูกร้องไห้ขี้มูกโป่งครั้งแล้วครั้งเล่า

‘ เวลาร้องไห้นะ หน้าของอากิระจะทั้งบวมทั้งบาน .. ไม่สวยๆ ฮ่าๆๆ ล้อเล่นน่ะ’ สำเร็จผลด้วยการเรียกน้ำโหจากอากิระจนได้ อากิระหันมาจ้องเขม็งกระโจนใส่ชินยะ... แต่ก็เสียท่าถูกเขาโอบกอดรัดแน่น

เสียท่าด้วยจุมพิตที่บรรจงมอมเมาเด็กดื้อด้วยความอ่อนโยนของชินยะ

 

การดูหนังครั้งนั้นจบด้วยเสียงหัวเราะของทั้งสองฝ่าย

 

แต่ครั้งนี้ จบลงด้วยน้ำตาของอากิระเพียงคนเดียว

ไร้การยียวน ไร้การปลอบโยน ไร้อ้อมแขนอุ่นที่เคยโอบกอดสัมผัส

.... เหลืออากิระเพียงคนเดียว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

.

.

.

 

 

 

 

 

หลังจากที่ชินยะเหมือนตื่นขึ้นมาที่สุสานแห่งนั้น

ตื่นขึ้นมาจากการมีชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์ กลับเข้าสู่ของโลกไร้วิญญาณ

ชีวิตของผู้ที่จากไป ทำได้แค่ซ้อนทับช่วงเวลาของคนเป็นเท่านั้น

ไม่อาจข้องเกี่ยวกันได้

 

 

 

 

“ เอาแต่เดินตามอากิระ เฝ้ามองอากิระ... ได้ทำแบบนี้ กับไม่ได้ทำเลย อย่างไหนมันเจ็บปวดกว่ากันน้า ชินยะ” ชินยะเอ่ยถามตัวเอง

“ ทำไมเราต้องมาทำตัวเหมือนโรคจิตชอบตาม กับคนรักของตัวเองด้วยนี่..” ก่อนที่จะหัวเราะเยาะตัวเองอย่างไร้ความหมาย

 

เขานั่งที่ม้านั่งสีน้ำตาลเข้มริมถนนสายเล็ก

ข้างหน้าเป็นร้านดอกไม้ที่อากิระทำงานอยู่ ทุกวันเขาจะมานั่งตรงนี้

ดูรอยยิ้มของอากิระกับดอกไม้ ...

เขาหวนนึกไปถึงตอนที่เขาลอบเข้ามาแต๊ะอั๋งอากิระจากข้างหลัง อากิระสะดุ้งด้วยเพราะจั๊กจี้ เลยหันสายยางที่กำลังรดน้ำต้นไม้มาฉีดใส่เขาอย่างไม่ตั้งใจ

เขาแกล้งกลับด้วยการยกตัวอากิระลอยขึ้น สายน้ำที่พุ่งออกมาจากห่วงยางไม่เป็นดังใจ

วันนั้นเขาทั้งสองเลยเปียกปอนด้วยกันทั้งคู่ ถึงแม้อากิระจะด่าเขาว่าบ้าๆเป็นชุด แต่เสียงหัวเราะของเรา

ต่างประสานกันอย่างมีความสุข

วันนี้.. ไม่มีเสียงหัวเราะอีกแล้ว  ...

 

 

 

“ อากิจังไปส่งดอกไม้ให้ร้านขายปลาของคุณอัตสึชิในซอยถัดไปให้น้าหน่อยได้ไหมจ้ะ เขาสั่งไปให้ภรรยานะ”

“ ครับๆ “ เรียวปากแดงสดยิ้มบางตอบรับ หญิงวัยกลางคนยิ้มรับอย่างเอ็นดู  อากิระปัดตามตัวและจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง หลังจากที่รดน้ำต้นไม้เสร็จ เมื่อรับช่อดอกไม้ที่จัดช่อสวย อากิระก็อดคลี่ยิ้มออกมาอย่างเสียมิได้

ชินยะมองรอยยิ้มของอากิระแล้วก็อดยิ้มตามไม่ได้เช่นกัน

ถึงแม้มันจะเป็นความสุขทีเคลือบด้วยความเศร้า แต่เขาก็สุขใจจริงๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ ฮิ้ววววว ทั้งคนทั้งดอกไม้สวยจังเลยนะครับ” อากิระกระชับช่อดอกไม้แน่นแล้วก้มหน้าเดินงุดๆเมื่อได้ยินเสียงทักทายขณะที่กำลังจะเดินผ่านชายหนุ่มคนหนึ่ง

ชินยะกระตุกคิ้ววูบอย่างไม่พอใจ เมื่อเห็นทีท่าว่าไอ้บ้านั่นไม่ยอมลดละที่จะก่อกวนอากิระ

“ อ้าวๆๆ จะรีบไปไหน ชื่อไรครับ” เป็นดังคาด เจ้าหนุ่มหน้าหม้อนั่นเดินตามมาป้ออากิระ  อากิระรีบก้าวเท้ายาวๆหนีด้วยความเร็วที่สุดที่เท้าเขาจะพาไปได้

“ ขอโทษนะครับ เราอย่ารู้จักกันเลยนะครับ” อากิระบ่ายเบี่ยง แต่เจ้าหนุ่มนั้นก็เดินตามวนเวียนไปซ้ายทีขวาที  ไม่เห็นหัวชินยะที่มีหน้ากระฟัดกระเฟียดเลย เจ็บใจยิ่งนักที่ไม่สามารถปกป้องอากิระได้เหมือนที่เคย

 

“ เอ้า ก็พี่อยากรู้จักน้องนี่นา”

 

“ เฮ้ยยย  แกออกไปไกลๆ อากิจังนะเว้ย” ชินยะได้หน้ามุ่ยไม่พอใจ อากิระเองก็กอดช่อดอกไม้จนตัวลีบ

ชินยะจะผลักคนที่มาวอแวออกแต่ก็มือหนาก็ทะลุผ่านร่างหนาของชายแปลกหน้าไปทุกที

เขาเลยทำได้แต่ท่าไล่แมลงวัน ชิ้วๆๆ  โธ่เว้ยย งี่เง่า! ชินยะก่นด่าตัวเองอย่างหัวเสีย

“ รีบเดินไวๆนะอากิระ ไปหาลุงอัตสึชิไวๆ..” ชินยะพูดเหมือนออกคำสั่งกับอากิระ อากิระไม่มีทางได้ยินแจ่ฝีเท้าที่เร่งเดินเหมือนกำลังทำตามคำสั่งของคนรักอยู่

 

 

“ อ๊ะ..” อากิระอุทานเบาเมื่อถึงร้านคุณลุงอัตสึชิ เขารีบก้าวเท้าเดินเข้าไปหน้าร้านทันที

“ คุณลุงครับ ดอกไม้ครับ” อากิระเสียงใสด้วยความโล่งใจ ชินยะเองก็ไม่ต่างกัน

ใบหน้าเข้มกร้านของคุณลุงอัตสึชิหันมามองชายหนุ่มที่เขาเห็นว่าเดินตามอากิระมาแต่ไกลอย่างเหี้ยมๆ

 

ฉัวะ! อัตสึชิสับมีดที่ทั้งหนาและคมลงบนตัวปลาตัดแบ่งส่วนหัวและตัวขาดเป็นสองท่อน

ชายหนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก

“ เดินตามเขามาซื้อปลาหรือพ่อหนุ่ม ถ้าไม่ได้ซื้อก็ไสหัวไป ไอ่โรคจิต ” คุณลุงเสียงเย็นจนหนุ่มนั้นหน้าซีดก่อนที่จะเอี้ยวตัวแล้ววิ่งแจ้นออกไป ชินยะยิ้มอย่างพอใจ อยากจะยกนิ้วให้แล้วทำหน้าทะเล้นใส่ลุงอัตสึชิเหมือนเคย ลุงก็คงไม่รับรู้ความกวนของเขาได้เหมือนที่ยังมีชีวิตอยู่หรอก

 

“ ขอโทษที่ทำให้ต้องเสียลูกค้าเพราะปกป้องผมนะครับ ขอบคุณมากครับ” อากิระก้มหัวขอโทษ

“ อ๊ะๆ อากิระไม่ต้องขอบคุณลุง.. เราคนรู้จักกัน  นี่ถ้าเจ้าชินยะมันมาเห็นคนเดินตามอากิระนะ มันคงควันออกหูโมโหแย่ เช๊อะ สมน้ำหน้ามัน มาแล่นด่วนจากไป อากิระเลยต้องลำบากอันตราย มันน่าด่านัก” ลุงอัตสึชิพูดด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ  อากิระยิ้มรับน้อยๆ แต่.. ชินยะคนที่ได้ยินน่ะสิ.. ^^”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

.

.

.

 

 

 

 

 

 

 

 

แต่ละย่างก้าวที่ผมเดินตามอากิระ มันสั่น.. นั่นเป็นเพราะผมเป็นเพียงวิญญาณหรือ? แรงน้ำหนักที่กดลงบนพื้นแต่ละครั้งมันจึงบางเบา หรือเป็นเพราะทุกก้าวของผมในตอนนี้ ไม่มีอากิระเคียงข้าง แท้จริงแล้วเส้นทางของเรามันกลายเป็นเส้นขนานกันไปแล้ว เส้นขนานของโลกต่างภพที่ไม่มีวันบรรจบกันอีกต่อไป

 

 

ชินยะทอดสายตามองตามแผ่นหลังบางของคนรัก..

หลังๆมานี้ เขารู้สึกว่าก้าวเดินของเขามันช้าลง แล้วแผ่นหลังของอากิระเองก็ดูเหมือนห่างไปไกลออกไปทุกที

เป็นเพราะเขากังวลไปเอง..  หรือเพราะเวลาของนาฬิกาทรายแห่งความเมตตาของพระเจ้าที่ประทานให้กับเขา ใกล้จะหมดลงแล้ว

 

 

 

 

 

 

วันนี้เขาเองก็นั่งอยู่ที่เดิม

เฝ้ามองดูอากิระเหมือนเคย วันนี้แสงแดดแรงจัด จนอากิระต้องยืมหมวกของคุณป้าเจ้าของร้านมาใส่ปกปิดใบหน้าจากแสงแดดที่โลมเลีย

หมวกนั้นเฉิ่มซะไม่มีล่ะ ปีกของหมวกมันกางออกปิดใบหน้าของอากิระมิดเลย

นั่นยิ่งทำให้เขาไม่ชอบใจกับหมวกนั้นมากไปใหญ่

 

 

 

เวลาล่วงเลยผ่าน ... ชินยะก็ทำได้แค่เฝ้ามองดูคนรักทุกนาที

ขอให้เวลาของผมยืดยาว..ตลอดไปนะครับ

ยิ่งได้รับความสุขแต่ไม่อาจสัมผัสอากิระได้

ความเจ็บช้ำจะกัดกร่อนหัวใจผมลงไปทุกทีๆ

แต่ผมยินดี.. ขอเพียงได้ยืนอยู่ข้างอากิระ

แม้อากิระจะไม่อาจรับรู้ได้ว่า ผมยังอยู่กับเขาตรงนี้ ไม่ได้จากเขาไปไหนก็ตาม

ผมยินดี แม้ว่าเราสองคนจะต้องเจ็บช้ำด้วยความปวดร้าวที่เราไม่สามารถดูแลซึ่งกันและกันได้ อย่างอ่อนโยน.. อีกต่อไป

 

 

 

“ อ๊ะ..”

จู่ๆลมก็พัดแรง  หมวกใบสีน้ำตาลที่อากิระไม่ได้ยึดจับเอาก็ปลิวรอยไปตามแรงลม

อากิระเอี้ยวตัวหมายจะคว้าไว้ให้ทัน แต่หมวกนั้นก็ปลิวข้ามรั้วไปไกลจน

ท่าทางเงอะงะของคนรักมันตลกจนชินยะอดหัวเราะไม่ได้

 

 

“ อยู่นี่เอง..” อากิระเอื้อมมือลงไปเก็บหมวกที่ตอนนี้นอนนิ่งอยู่ริมถนนสีเทาอ่อน นอกรั้วเตี้ยๆของร้าน

ทันทีเงยหน้าขึ้นมามองไปยังตรงหน้า มือที่ถือหมวกไว้มันก็อ่อนแรงปล่อยหมวกร่วงหล่นจากมือไปอีกครั้ง

 

 

 

 

“ ...... หือ” รอยยิ้มที่วาดค้างไว้ต้องหุบลงด้วยความประหลาดใจ ชินยะมองไปตรงหน้า

อากิระที่ยืนนิ่งตรงนั้นกำลังมองตรงมาที่เขา.. อากิระที่ยืนอยู่ฝั่งถนนตรงข้าม..

 

ชินยะค่อยลุกยืนขึ้นจากม้านั่งไม้แล้วหันรีหันขวาง

ทุกวัน เขานั่งคนเดียวมาตลอด.. รอบข้างไร้วี่แววผู้คน.. 

วันนี้ก็เช่นกัน.. แล้วอากิระมองใคร?

 

 

ภายในใจมันเสียววาบ เมื่อเห็นว่าอากิระยกสองมือเล็กขึ้นมาประสานที่ริมฝีปาก ตัวเริ่มสั่นเทิ้ม สายตาจ้องตรงมาตรงนี้เขม็งไม่ละสายตาไปเลย

 

“ ชินยะ...ฮึก ฮึก..” ริมฝีปากแดงสดเปิดปากช้าๆ เอ่ยคำสั้นพึมพำ อย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ที่สุด แต่น้ำตาของอากิระก็พรั่งพรูออกมาไม่หยุด

ภาพของร่างสูงพร่ามัวเมื่อมองผ่านดวงตาที่มีน้ำใสไหลคลอ

ร่างสูงที่นั่งอยู่ตรงนั้น คือคุ้นเคย .. คนที่เขาปรารถนาจนสุดใจ

 

 

 

“ ชินยะ.. ใช่ไหม” เท้ามันก้าวออกไปข้างหน้าก่อนความคิดด้วยซ้ำ ทั้งที่ร้องไห้มากมายจนแทบทรุด

ภาพมายา หรือความฝัน?? ในสมองของอากิระตอนนี้ไม่สนใจเลยสักนิด

ใจมันบังคับให้เท้าก้าวเดินไปข้างหน้า ไปหาคนที่รักสุดหัวใจ..

 

 

ชินยะมองดูร่างบางที่กำลังเดินรี่มาตรงนี้อย่างช้าๆ เสียงสะอื้นไห้ของอากิระมันเริ่มดังชัดมากขึ้นเมื่อร่างบางเดินใกล้เข้ามาทุกที

“ ชินยะ.. ฮึก.. ชินยะ..” อากิระร้องซ้ำๆ

 

‘ อากิระเห็นเรา?’ เมื่อมองไม่เห็นว่ามีใครอื่นรอบข้าง ชินยะยืนนิ่ง..

มากกว่าความประหลาดใจ..

 

ดีใจ.. มากแค่ไหน...

สับสนมากเพียงใด...

 

“ อากิระ...” ชินยะยิ้มกว้าง ความอบอุ่นที่เคยได้สัมผัสจากรอยยิ้มของชินยะทำให้อากิระหลั่งน้ำตาหนักไปใหญ่

 

“ มาสิ..” อากิระเงยหน้ามองร่างสูงที่ห่างออกไปเบื้องหน้ากำลังอ้าแขนกว้าง ดวงตาคมเจือรอยยิ้มไม่ต่างกับริมฝีปากบางที่วาดยิ้มค้างไม่ต่างกัน

ฝีเท้ารีบเร่งด้วยโหยหาไออุ่นจากอ้อมกอดที่คุ้นเคยของชินยะ

 

 

 

 

 

 

 

 

“ อากิร๊ะ.....!!~ “

 

 

เอี๊ยดดดดดดดดดด  ปึงงงงงง

 

ชินยะไม่อาจเตือนอากิระได้เลย ถึงมอเตอร์ไซค์สีดำสนิทที่กำลังแล่นมาด้วยความเร็ว..

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

.

.

.

 

 

 

ร่างบางในชุดขาวปลอดนอนนิ่ง เปลือกตานั้นปิดสนิทไม่มีทีท่าว่าอีกนานแค่ไหนที่ดวงตาคู่สวยสีน้ำตาลอ่อนนั้นจะลืมตื่นขึ้นมา

เครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ถูกนำมาโยงระยางรอบตัวอากิระไปหมด

ทั้งถุงเลือดที่ห้อยอยู่สูง หยดเลือดไหลเข้าสู่ร่างกายอากิระไม่ขาด

เสียงเครื่องวัดชีพจรดังตลอดเวลา แต่นั่นก็ไม่ใช่จังหวะปกติของคนทั่วไป

อาการบาดเจ็บของอากิระสาหัสมาก

ภาพเลือดแดงฉานของคนรักที่นอนกองกับพื้นหลังจากโดนชน ชินยะยังจำได้ติดตา

มันเจ็บลึกเข้าไปถึงหัวใจ

 

เสียงสะอื้นไห้ของแม่ของอากิระที่นั่งกุมมือนุ่มของอากิระดังก้องภายในห้องสีขาวสะอาดนี้

ร่างสูงยืนนิ่งข้างเตียง คุณแม่ของอากิระก็เป็นอีกคนที่ไม่สามารถรับรู้การมีตัวตนของเขาได้

ชินยะทำได้แค่เฝ้ามองคนรัก.. ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้วที่ยืนอยู่ตรงนี้

 

 

“ ชินยะ..” เสียงเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากสีซีดของอากิระ คุณแม่ของอากิระพรวดลุกด้วยความดีใจ ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมาร่างกายของอากิระไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ต่อสิ่งใดด้วย

คุณแม่ของอากิระรีบกดโทรศัพท์เรียกพยาบาลข้างนอก

แต่เสียงชีพจรของอากิระที่เต้นเบาลงสื่อความหมายบางอย่างที่ทำให้คุณน้ากุมมือแน่นที่หน้าอกแล้วทรุดตัวลงร้องไห้

นี่.. คงไม่ได้หมายความว่าลูกกำลังจากแม่ไปใช่ไหม

หมายความว่า ลูกกำลังจะกลับมาหาแม่ อยู่กับแม่ใช่ไหม..

 

 

“ ชินยะ..  น้องกำลังเจ็บน่ะลูก เจ็บนักอย่างที่แม่ไม่อาจหาความเข้มแข็งไหนมาทนดูได้” มือขาวของคุณแม่ของอากิระเลื่อนไปลูบที่แก้มขาวซีดของลูกรัก

นึกถึงภาพของอากิระวัยเด็ก ดวงหน้าเล็กๆที่เคยเบ้ปากร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดเพียงน้อย

เพียงแค่นั้นแม่ก็รู้สึกเจ็บปวดแทบตาย

 

 

“ แม่ไม่รู้ว่าชินยะอยู่ที่ไหน จากไปตลอดกาลหรือว่ายังวนเวียนอยู่เคียงข้างน้อง..

แต่.. ฮึก ฮึก ช่วยน้องได้ไหม?”

 

 

 

“ อย่าพาน้องไปจากแม่เลย.. ”  คำพูดสุดท้ายที่ได้ยิน เรียกน้ำตาที่ชินยะพยายามกลั้นไว้มาตลอดให้ร่วงหล่นออกมา ชินยะทรุดตัวนั่งลงที่เก้าอี้แล้วเหม่อมองใบหน้าขาวซีดของคนที่รัก

อากิระดูอ่อนกำลังลงจนจะไม่ไหวแล้วสินะ

 

 

 

 

ชั่ววินาทีนั้น เขาตัดสินใจแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ อากิระ...”

 

 

“ อากิระ ได้ยินชินยะใช่ไหม..” เสียงทุ้มเรียกแผ่วเบา ชินยะเลื่อนนิ้วชี้เสมือนเกลี่ยที่ใบหน้าใสของอากิระเบาๆ

 

 

“ ตอนนี้อากิระ หนีไปเที่ยวที่ไหนน่ะ.. กลับมาด่วนเลยนะ กลับมาหามาม๊าของตัวเองสิเด็กดื้อ”

 

 

 

 

 

ชินยะก้มหน้าลง  น้ำตาไหลไม่ยอมหยุดเนื่องด้วยคำพูดเจ็บปวดที่กำลังจะเอื้อนเอ่ย

“ อากิระ.. อย่าจากคุณแม่มาอยู่โลกเดียวกับฉัน

อย่ามาอยู่โลกนี้เลยนะอากิระ โลกนี้มันอ้างว้างเกินไป นายจะไม่มีใครเลยนอกจากตัวนายเอง

ไม่มีของตื่นตาตื่นตาใจ

นายจะไม่ได้กินทอปปิ้ง  เลือกรสไอติมไม่ได้แถมไม่มีให้กินด้วยซ้ำ

นายจะไม่มีหนังรักโรแมนติคให้ดู

ไม่มีความสวยงามของดอกไม้ให้นายได้สัมผัส

มีแต่ความว้าเหว่…

คนอ่อนแอขี้แงอย่างอากิระทนไม่ได้หรอก แต่ชินยะเข้มแข็ง.. ชินยะเลยอยู่ได้ ”

ชินยะทุบที่อกของตัวเองเบาๆ แล้วแค่นยิ้มด้วยความเจ็บปวด

 

 

 

“ อากิระ ... นายอย่ามายืนข้างๆฉัน.. อย่า.. ” ท้ายเสียงแผ่วเบา ร้าวไปทั้งหัวใจ

ชินยะเลื่อนใบหน้าไปเสมือนประทับจุมพิตที่ริมฝีปากอ่อนนุ่มของคนรักที่หลับสนิท

นิ้วเรียวยาวเลื่อนมาสัมผัสลูบไล้ริมฝีปากคมนั่นอีกครั้ง สัมผัสแผ่วเบา...

แรงกดที่บางเบานั้น คนรักของเขาจะรับรู้ได้หรือไม่

หยดน้ำตาของชินยะที่ร่วงลงผ่านใบหน้าอากิระ

อากิระจะรับรู้ถึงความเจ็บช้ำจากความหนาวเย็นของน้ำใสนั้นหรือไม่

 

ชินยะละใบหน้าออกห่างแต่ยังเฝ้ามองใบหน้าใสนั้นนิ่ง

แม้ว่าเขาจะได้สัมผัสอากิระที่อบอุ่นอ่อนหวานทุกส่วนแล้ว

แต่สายตาคมนั้นก็ไล่มองไปทั่วร่างกายของอากิระราวกับพยายามเก็บเกี่ยวภาพตรงหน้านี้ด้วยความยากลำบาก

 

 

 

 

 

“ แม้ว่าฉันจากไป แต่ความรักของฉันจะอยู่กับนายตลอดไป..

 

รู้ใช่ไหม ว่า ชินยะรักอากิระ.. ที่รักของชินยะตลอดไป..

 

 

 

ชินยะเลื่อนไปกระซิบที่ใบหูของอากิระเบาๆ กดจมูกลงที่แก้มใสเบาๆแล้วยิ้มน้อยๆกับคำพูดทะเล้นของตัวเอง

 

ชินยะถอยออกมาเมื่อคุณหมอและพยาบาลต่างกรูกันเข้ามา..

 

 

ทุกคนวุ่นวายกับการรักษาชีวิตของอากิระไว้..

 

มีเพียงชินยะคนเดียวที่เห็น.. หยดน้ำตาหยดเล็กที่ไหลออกมาจากเปลือกตาที่ปิดสนิท

หยดน้ำตาที่กลั่นออกมาจากหัวใจถูกความปวดร้าวกัดกร่อนให้เหลือเพียงเสี้ยวของอากิระ

 

 

 

 

“ ขอโทษนะอากิระ .. ฮึก ฮึก  ชินยะขอโทษ..”

 

 

ตึ๊ดๆๆ ...

ผมมั่นใจว่าอากิระได้รับรู้ทุกสิ่ง เสียงชีพจรของเขากลับมาดังในจังหวะปกติ

รอยยิ้มกว้างของคุณแม่ของอากิระมันดูตื้นตันใจอย่างที่สุด

อากิระกลับคืนสู่โลกสวยใบนี้อีกครั้ง

แต่ครึ่งหนึ่งของชีวิตของเขากำลังจากไป

 

 

 

 

ชินยะทอดสายตามองร่างบางที่นอนนิ่ง

แม้ว่าทีมรักษากำลังดูแลร่างที่ไร้การรับรู้ของอากิระ

แต่ชินยะรู้ดีว่า ใบหน้าสงบนิ่งของอากิระกำลังเว้าวอนและร้องเรียกเขา...

อย่าไปชินยะ.. เหมือนเสียงของอากิระนี้ลอยมาจากที่แสนไกล

 

แต่เขาตัดสินใจที่จะหันหลังกลับและเดินออกไป

“ฉันรักรอยยิ้มของนาย  มีรอยยิ้มทุกวันนะอากิระ เพื่อฉัน..”

 

 

 

 

คงเป็นเรื่องมหัศจรรย์? เรื่องปาฏิหารย์ที่น่ายินดีอย่างที่สุด? สำหรับคุณแม่ของอากิระ และใครหลายๆคน

สำหรับผมมันไม่อาจถูกแทนด้วยคำพูดใดๆได้

เรื่องปวดร้าว เจ็บช้ำ? ไม่เพียงพอ...

 

 

 

 

 

 

 

อย่างอแงและคิดว่าฉันทอดทิ้งนายนะ อากิระ

แม้ว่าฉันจากไป แต่ความรักของฉันจะอยู่กับนายตลอดไป..

 

 

 

 

 

End.

 

 

 

Free Web Hosting